20260917_1 โอ้ยยยย สรุปดีกว่าผมเล่าอีกครับ MuchBetterThanWhatIAm
โอ้ยยยย สรุปดีกว่าผมเล่าอีกครับ
MuchBetterThanWhatIAm
(20260917_1 บัญชาชีวิต)
นี้ที่ผมไปบอกเล่าเท่าที่พอมีปัญญา เรียนรู้และทำมาครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ทนฟังและยังร่วมแลกเปลี่ยนกันด้วยครับ
ส่วนที่ให้พวกเราทำวิชาชีวิตกันนั้น
ยังนึกไม่ออกเลยครับว่าจะเอาปัญญาและเวลาไหนทำกันครับผม
นี้ครับที่ Nattavut Kulnides เล่าให้ ...
- "ธรรมนิยม" ในความหมายของคุณหมอบัญชา พงษ์พานิช -
ธรรมบรรยาย ในโครงการผู้นำตื่นรู้ (Academy of Awakened Leadership)
จากสุขนิยมสู่ทุกข์ปน จุดเริ่มต้นของคำถาม
คุณหมอเล่าย้อนเส้นทางความคิดของตัวเอง ตั้งแต่วัยเด็กที่แสวงหาความสุขแบบสุขนิยม-สนุกนิยม
ผ่านช่วงมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ซึ่งเปิดโลกให้เห็นความขัดแย้งระหว่างชุดความคิดทุนนิยมกับสังคมนิยม จนมาลงตัวที่ “ประโยชนิยม” เมื่อเริ่มทำงานเป็นแพทย์ดูแลผู้ป่วยวัณโรคในภาคใต้ตอนบน
ที่ทำงานแรกทำให้คุณหมอเห็นภาพระบบราชการที่ขัดกับอุดมการณ์อย่างสิ้นเชิง คนไข้นั่งรถมานอนรอคิวตั้งแต่กลางคืน แต่หมอกับพยาบาลมาลงชื่อเก้าโมง กว่าทุกขั้นตอนจะเสร็จก็บ่ายสามบ่ายสี่
คุณหมอทุ่มเททำงานเต็มที่จนที่ทำงานแบ่งเป็นสามฝ่าย ทีมใหม่ชื่นชม ทีมอาวุโสบ่นว่าทำให้พวกเขาต้องทำงานหนักขึ้น จนผู้อำนวยการเรียกไปบอกว่า “ทำงานสัก 70-80% ก็พอ อีก 20% ไปเปิดคลินิกซะบ้าง”
ความอึดอัดคับข้องใจสะสมจนถึงจุดที่เพื่อนร่วมงานและคนที่บ้านเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง
คุณหมอเล่าว่าตอนนั้น “เกือบบ้า” ทุกข์อยู่ข้างในแบบไม่ถึงกับคิดทำร้ายใคร แต่อึดอัดจนต้องหาทางออก ไปคุยกับพระก็ได้แต่คำตอบว่า “ทำใจ” ไปถามอิหม่ามและบาทหลวงก็ยังไม่เจอคำตอบที่เข้าใจได้ สุดท้ายจึงตัดสินใจบวชเพื่อหาคำตอบ ไม่ใช่บวชเพื่อหลีกหนี
จุดเปลี่ยนสำคัญคือคำถามที่ผุดขึ้นมาในวัย 28 ปี
ทำไมประเทศไทยจึงถือพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไรกันแน่ คุณหมอเลือกบวชที่สวนโมกข์เพราะใกล้บ้านและเปิดกว้างให้ผู้บวชศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองแทนที่จะมีหลักสูตรตายตัว (ต่างจากบวชในสำนักที่มีหลักสูตรปริยัติแน่นอน)
เป็นการ “เทลเลอร์เมด” ที่เหมาะกับโจทย์ชัดเจนของตัวเอง
อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท กุญแจที่พลิกชีวิต
ยังไม่ทันครบเดือนที่สวนโมกข์ คุณหมอก็พบสิ่งที่บรรยายว่า “เวอร์วังอลังการมาก” คำสอนเรื่องอิทัปปัจจยตาและปฏิจจสมุปบาทที่ท่านพุทธทาสอธิบายไว้
คุณหมออธิบายว่าปฏิจจสมุปบาท แปลตรงตัวว่า “อาศัยกันพร้อมแล้วเกิดขึ้น” ไม่ใช่เรื่องของสามภพชาติอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป แต่คือกระบวนการทำงานของจิตในทุกขณะ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง แล้วเกิดเป็นความรู้สึก (เวทนา) ผูกพันเป็นความชอบไม่ชอบ ปรุงต่อไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นทุกข์ เพราะอวิชชาครอบงำ ไม่เข้าใจกลไกที่แท้จริง
“ทุกข์ของเราทั้งหลายมันมีสมุทยวาร คือวงแห่งการทำให้เกิดทุกข์ แต่ถ้าเรารู้ทัน เราก็สามารถปรับกระแสให้เป็นสายดับได้”
ท่านพุทธทาสสอนว่าจุดที่ควรรู้ทันที่สุดคือขณะ “ผัสสะ” ตอนตาเห็นรูป ตอนใจเริ่มคิด ให้รู้ทันตรงนั้นก่อนที่กระแสจะไหลต่อไปเป็นทุกข์ แต่ถ้ารู้ไม่ทัน ก็ยังมีจังหวะถัดไปให้รู้ได้อีก ไม่จำเป็นต้องตัดที่ผัสสะเสมอไป เพียงแต่อย่า “โหยหวน” หรือ enjoy กับความทุกข์นั้นจนเลี้ยงอารมณ์ไว้
ดุลชีวิตแบบธรรมนิยมของผม
คุณหมอนำทฤษฎีทั้งหมดมาสรุปเป็นกรอบชีวิตส่วนตัวที่ใช้จริงทุกปี วาดเป็นรูปสามเหลี่ยม ฐานล่างคือเศรษฐกิจที่ต้องดูแลให้พอเพียง ด้านหนึ่งคือสังคมที่ต้องแคร์ ไม่เช่นนั้นจะกระทบตัวเอง อีกด้านคือธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนแกนกลางสามเหลี่ยมแบ่งเป็นกาย ใจ และปัญญา:
กาย เป้าหมายคือความ “ปกติ” เท่านั้น คุณหมอเล่าว่าตัวเองใส่กางเกงไซส์เดิมมา 40 ปี เมื่อไหร่กางเกงคับ ก็ลดการกินทันทีเพื่อรักษาความปกติไว้
ใจ วัดด้วยหลักที่พระท่านใช้ 2,000 กว่าปีมาแล้ว คือ สมาหิโต (ตั้งมั่นได้แค่ไหน) ปริสุทโธ (ใจโปร่งเคลียร์แค่ไหน ไม่มีเรื่องแทรก) และกัมมนีโย (ใจที่ควรแก่การงาน น้อมไปทำสิ่งที่ต้องการได้ตามสั่ง แม้แต่สั่งตัวเองให้หลับหรือตื่นตามเวลาที่ต้องการ)
ปัญญา ไม่ใช่การรู้ให้มากที่สุด แต่คือ “รู้ถูกท่วน” รู้พอที่จะเลือกได้ว่าอะไรไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เป็นตัวกำหนดว่าใจควรวางอยู่ตรงไหน แล้วจึงไปจัดการกายต่อ
คุณหมอทำการรีเซตกรอบนี้ทุกวันเกิด (4 มกราคม) ทบทวนว่าปีที่ผ่านมากายไปถึงไหน ใจฝึกได้แค่ไหน ปัญญาเท่าทันสถานการณ์แค่ไหน แล้ววางแผนปีใหม่จากจุดนั้น
คุณหมอปิดท้ายด้วยความถ่อมตัวตามแบบฉบับของตัวเองตลอดการบรรยาย:
“หมอจรจัด หมอวัด มีอะไรที่ไม่ลึกผมเป็นคนแค่นี้ แต่ทำให้ดูเป็นตัวอย่างเพื่อบอกท่านทั้งหลายว่าไม่ต้องลึกก็ผ่านได้ ทำอะไรได้สารพัดเยอะแยะไปหมดเลย ขอบคุณที่ให้โอกาสมาแลกเปลี่ยนกัน สวัสดีครับ”
บันทึกจากธรรมบรรยาย นพ.บัญชา พงษ์พานิช ในหัวข้อเรื่องธรรมนิยม
หลักสูตรผู้นำตื่นรู้ (Academy of Awakened Leadership)
16 สค. 2569
๑๗ กย.๖๙ ๑๘๕๐ น
บทส.กทม.
