20261005_5 อยากรู้จักและเข้าใจ #หัวนะโมเมืองนคร ให้มากขึ้น พบกันพรุ่งนี้ครับ ToKnowNamo ... Tomorrow At BovornNakorn
อยากรู้จักและเข้าใจ #หัวนะโมเมืองนคร ให้มากขึ้น พบกันพรุ่งนี้ครับ
ToKnowNamo ... Tomorrow At BovornNakorn
(20261005_5 เพื่อแผ่นดินเกิด)
ดูเหมือนว่ากำลังนี้ เกิดกระแสการสร้างทำและหว่านโปรยหัวนะโมกันมาก
อันที่จริงก็พวกเราที่ บวรนคร นี้ที่มีส่วนในการสร้างทำและสร้างกระแส
มาตั้งแต่คราว สร้างทำ #พระลากแม่ยุพา และ #พระลากแม่รัตนา
จากนั้นก็ค่อย ๆ ขยายจนระเบิดเถิดเทิงเมื่อคราวสงกรานต์ปีนี้ กับครั้งประกาศพระธาตุเป็นมรดกโลก
#เดือนสิบเมืองนคร ปีนี้ มีคนถามกันมากว่าเป็นมาอย่างไรบ้าง
ก็เลยจัดเสวนานี้กันเย็นพรุ่งนี้ ๖ ตุลา ๑๗๐๐ น. ครับ
งานนี้มีท่านครูเหม โสพิทร์ แซ่ภู่ ที่ศึกษาค้นคว้ามามาก ตามบทความท้ายนี้
ที่ท่านเขียนไว้เมื่อคราวสร้างทำหัวนโมพระลากแม่ยุพาครับ
กับพี่ เณรอ๊อด วัดจันทาราม แห่งสกุลสินธุรงค์ ช่างเงินและช่างถมเก่าแก่ของเมืองนคร
ผู้สร้างทำหัวนโมทั้ง พระลากแม่ยุพา และ พระลากแม่รัตนา ครับ
แล้วก็ ครูเอี้ยง ศรีรัตน์ ที่มีบทบาทมากในการช่วยสร้างทำหัวนโมหลายรุ่นในนคร
โดยเฉพาะหัวนโมที่เชื่อมโยงกับเกจิครูอาจารย์ในนคร
ที่ท่านครูเหมจัดแบ่งไว้ตามบทความข้างท้าย
แต่ที่จะลองตั้งกรอบเสวนากัน อาจออกแนวนี้เพื่อพี่น้องและผู้คนพอเห็นกรอบขอบเขตที่กำลังเป็นไปประมาณนี้ครับ ...
๑) เชิงประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมโบราณคดี
๒) เชิงเชื่อมโยงกับแวดวงเครื่องลางของขลังและเกจิอาจารย์
๓) เชิงการฟื้นฟูศิลปะหัตถกรรม
๔) เชิงสินค้าเครื่องประดับ ถนิมพิมพาภรณ์ และ
๕) ปัจจุบันที่น่าจะกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
ลองอ่านที่ท่านครูเหมเขียนไว้เมื่อ ๔ ปีก่อนตามนี้นะครับ
ท่านบอกว่าจะปรับปรุงตามข้อมูลใหม่ ซึ่งจะพิมพ์แจกพรุ่งนี้ สำหรับผู้ที่แจ้งจำนงว่าจะมาทางนี้นะครับผม
สำหรับภาพเหล่านี้ จากท่านครูเหมฯ ที่พรุ่งนี้จะมาฉาพภาพอธิบายให้พวกเราเห็นและรู้จักเข้าใจกันชัดขึ้นครับ
“เร่งคิดเถิดหนา เอาไกรลาสมา ตอกตรานโม เป็นเฟื้องพูกัน
ด้วยรัชตะนั้น ฯลฯ เสกด้วยคาถา สิ้นพราหมณ์ครั้งนั้น
เอารดคนไข้ หายคลายด้วยกัน รดบ้านเรือนนั้น ตามอันกล่าวมา”
ข้อความที่ปริวรรตข้างต้นนั้นโดยใจความเป็นการบอกเล่าถึงการนำแร่เงินบริสุทธิมาผสมกับแร่ธาตุอื่นๆอีกแปดชนิดตามสูตรที่สืบทอดกันมาเรียกว่านวโลหะแก่เงิน (โดยมากจะมีน้ำหนักประมาณ ๐.๗๐ – ๑.๒๐ กรัม ที่มีน้ำหนักมากกว่านี้พบน้อยมาก รวมทั้งพบว่ามีการใช้โลหะอื่น เช่น ทองคำ โลหะสัมฤทธิและชินสังฆวานร เป็นต้น มาสร้างด้วยเช่นกัน) มาตอกตรานะโมเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้เกิดขึ้นกับผู้คนที่กำลังเสียขวัญจากการเผชิญกับโรคห่าหรือโรคระบาดที่ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ตามคำแนะนำของพระมหาเถระจากเมืองปาวาลให้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชทรงสร้าง เพื่อนำหัวนะโมไปแช่น้ำมนต์ใช้รักษาผู้ป่วยและนำไปโปรยรอบกำแพงเมือง เมื่อปรากฏว่าหัวนะโมดังกล่าวนั้นสามารถรักษาโรคระบาดที่เกิดขึ้นได้จริงดั่งที่กล่าวไว้ในตำรา จึงได้สืบทอดความเชื่อนี้มาอย่างยาวนานจวบจนถึงปัจจุบัน ผ่านการบอกเล่าอย่างมุขปาฐะจนถึงมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในชื่อตำราพระนิพพานโสตร
จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เผยแพร่โดยขุนอาเทศคดี และชวลิต อังวิทยาธร ทำให้ทราบว่าการสร้างหัวนะโมเป็นจำนวนมากนั้น มีทั้งในส่วนของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชที่จัดสร้างในพิธีตรุษประจำปี เพื่อขับไล่สิ่งอันเป็นอัปมงคล และทั้งในส่วนวัดต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อแจกจ่ายญาติโยมในวาระต่าง ๆ รวมทั้งในส่วนของประชาชนที่สร้างขึ้นมาเพื่อแจกจ่ายให้ลูกหลานในตระกูลเป็นครั้งคราว โดยในพิธีหลวงนั้นจะทำการตอกตรานะโมและปลุกเสกในพระวิหารหลวงวัดพระมหาธาตุในทุก ๆ ปี จนถึงปีพุทธศักราช ๒๔๗๕
การสร้างหัวนะโมข้างต้นนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่ฝังรากลึกในคติความเชื่อเรื่องความขลังและศักดิ์สิทธิของหัวนะโม โดยเมื่อทำพิธีปลุกเสกในพระวิหารหลวงแล้ว จะมีการนำหัวนะโมส่วนหนึ่งไปโปรยรอบกำแพงเมือง ทำให้มักมีผู้พบหัวนะโมโบราณตกหล่นอยู่ในคูเมืองและนำมาประดิษฐ์เป็นหัวแหวนบ้าง จี้ห้อยคอบ้าง หรือไม่ก็นำไปใส่ไว้ในตุ่มน้ำและหม้อน้ำมนต์ เพราะมีความเชื่อว่าเป็นเครื่องรางที่ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บไม่ให้เกิดขึ้นแก่ผู้สวมใส่ และจากการได้ดื่มน้ำหรือได้รับการประพรมน้ำมนต์ที่แช่หัวนะโมไว้นั้นทำให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ตน
รูปแบบของหัวนะโมแบบโบราณนั้นสามารถจำแนกได้จากงานค้นคว้าของนักวิชาการรุ่นก่อน ๆ โดยพิจารณาจากยุคสมัยและวิวัฒนาการของตัวอักษร แหล่งที่พบและการสึกกร่อนของโลหะ ได้ดังนี้
๑. หัวนะโมหรือเงินนะโมแบบขี้หนูหรือถั่วเขียว ด้านหน้าตอกตัวอักษร นะ หลังปัลลวะมีทั้งแบบตัวเต็มและแบบ นะ หางขาด ตัวอักษรวางในแนวตั้ง ด้านหลังนั้นรูปร่างทั้งบนและมีล่างมีลักษณะเป็นเหลี่ยมคล้ายกับเงินพดด้วง มีรอยฆ้อนตีขึ้นขอบข้าง ข้างละสามรอย ที่อาจหมายถึงพระรัตนตรัยทั้งสามหรือพระตรีมูรติในศาสนาฮินดู เป็นหัวนะโมยุคแรกที่สร้างในสมัยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชสร้างเมืองนครในราวปีพุทธศักราช ๑๕๓๕ และอาจเป็นแม่แบบในการผลิตเงินพดด้วงตั้งแต่ยุคสุโขทัยจนถึงสมัยรัชกาลที่สี่ในยุครัตนโกสินทร์ มักพบในคูน้ำรอบเมืองพระเวียงที่เป็นเมืองหลวงเก่าของรัฐนครศรีธรรมราชในยุคตามพรลิงค์ – ศรีวิชัย จำนวนที่พบนั้นมีน้อยและสึกกร่อนมาก
๒. หัวนะโมหรือเงินนะโมแบบตาไก่รุปร่างกลมรี ด้านหน้ามีการตอกตราตัว นะ ที่ปรากฏการคลี่คลายจากตัว นะ หลังปัลลวะแบบหางขาดไปเป็นตามความนิยมของยุคสมัยเที่มีลักษณะเหมือนกับตัวอักษร ล ลิง กลับทิศ เส้นหางของตัวอักษรตัว นะ จะยกขึ้นในระดับกลางตัวอักษร ด้านหลังมีลักษณะเหมือนกับหัวนะโมรุ่นแรก สันนิษฐานว่ามีอายุตั้งแต่ยุคสุโขทัยลงมาจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น จากการวิเคราะห์รูปร่างที่กลมรีและด้านหลังที่มีการขึ้นรูปเหมือนกับหัวนะโมยุคแรก ต่างกันเพียงแต่การคลี่คลายของตัวอักษร มักพบในเขตกำแพงเมืองและในเขตตัวเมืองนครศรีฯ จำนวนที่พบมีมากกว่าแบบแรกแต่น้อยกว่าแบบที่สาม
๓. หัวนะโมหรือเงินนะโมแบบตาไก่ทรงกลมมน ด้านหน้าตอกอักษรตัว นะ คล้ายกับตัวอักษร ล ลิงกลับทิศเส้นหางอักษรตัว นะ อยู่ในระดับกลางตัวอักษร ด้านหลังมีความแตกต่างจากแบบที่สอง โดยมีการตอกร่องตรงกลางเกือบพ้นขอบ มีรอยฆ้อนจำนวนสามรอยทั้งสองขอบข้างแทนการใช้ฆ้อนตีขึ้นขอบทั้งสองข้าง สันนิษฐานว่าอยู่ในยุคอยุธยาตอนกลางถึงตอนปลาย จากการพบหัวนะโมจำนวนหนึ่งหนีบอยู่ในกลีบปลียอดทองคำพระบรมธาตุเจดีย์ที่มีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้าปราสาททอง จุดสังเกตคือ มีการปรับเปลี่ยนรูปร่างจากแบบตาไก่ทรงรีเป็นแบบทรงกลมมน และรูปแบบการขึ้นรูปหัวนะโมที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าผู้คนเกิดความต้องการหัวนะโมเป็นจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม จนทำให้ช่างต้องปรับเปลี่ยนกรรมวิธีให้ง่ายขึ้น โดยปรับเปลี่ยนจากการใช้ฆ้อนตีขึ้นรูปเงินนะโมตามแบบเก่า เป็นการหล่อขึ้นโกลนเป็นเม็ดกลมแล้วตอกตัว นะ ที่ด้านหน้า สำหรับด้านหลังใช้สิ่วปากบางตอกร่องตรงกลางก่อนที่จะตีขอบทั้งสองข้างเป็นรอยฆ้อนสามรอยให้คล้ายแบบโบราณ จำนวนที่พบนั้นมีมากหลายพันเม็ด โดยจะพบมากบริเวณคูน้ำรอบกำแพงเมืองนครในยุคปัจจุบันและบริเวณบ้านโบราณในเขตตัวเมืองนครศรีฯ
๔.หัวนะโมหรือเงินนะโมแบบขี้หนู รูปร่างเรียวมน ตัวอักษร นะ หลังปัลลวะวางในแนวนอน ด้านหลังมีลักษณะเหมือนกับสมัยอยุธยา มีร่อยรอยการสึกกร่อนไม่มากนักและมีการพบน้อยมาก โดยส่วนตัวของผู้เขียนสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างเป็นวาระพิเศษในสมัยเจ้าพระยานคร (หนู) สถาปนาเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเอกราชภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ โดยจำลองแบบเงินนะโมขี้หนูครั้งพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทรงสร้างเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๑๕๓๕ ต่างกันเพียงลักษณะการวางตัว นะ ในแนวนอน ซึ่งในการสร้างครั้งแรกนั้นเป็นตัว นะ ในแนวตั้ง เจตนาในการสร้างนั้นอาจประดิษฐ์ขึ้นเพื่อสร้างขวัญกำลังประชาชนในการสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นมาใหม่ โดยการสร้างเงินนะโมย้อนยุคครั้งรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราชและเป็นการเริ่มศักราชใหม่อีกครั้งหนึ่ง
๕. หัวนะโมหรือเงินนะโมแบบตาไก่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นจนถึงปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ มีรูปร่างทรงกลมมนเหมือนสมัยอยุธยา ต่างกันเพียงหางตัวอักษรตัว นะ จะลดระดับลงเกือบอยู่ในระนาบเดียวกันทั้งสองข้าง คล้ายกับอักษรตัว วาย ในภาษาอังกฤษ ที่แสดงให้เห็นการคลี่คลายของตัวอักษรที่ประณีตน้อยลงและมีร่องรอยการสึกกร่อนที่น้อยกว่าหัวนะโมสมัยอยุธยา จำนวนที่พบนั้นมีมากในกำแพงเมืองและรอบตัวเมืองนครศรีธรรมราช โดยมักจะอยู่ในความครอบครองของคนในตระกูลเศรษฐีเก่าในรูปแบบของหัวแหวนและจี้ห้อยคอ
๖. หัวนะโมหรือเงินนะโมแบบหลังปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ มีรูปร่างที่แตกต่างจากหัวนะโมรุ่นก่อนหน้านี้ทั้งขนาดใหญ่ที่ใหญ่ขึ้นและสัญลักษณ์ด้านหลังเม็ดนะโมที่ต่างออกไป เหตุเพราะภายหลังเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองแล้วมีการยกเลิกประเพณีตรุษตามประเพณีโบราณของเมืองนคร เป็นผลให้ช่างเครื่องถมรุ่นเก่าต้องยุติการผลิตหัวนะโมแบบเก่าและมีผู้สืบทอดวิชาน้อยลง แต่เพราะประชาชนยังมีความต้องการหัวนะโมอยู่มาก จึงมีการประดิษฐ์หัวนะโมในรูปแบบใหม่ขึ้นมาโดยด้านหน้ายังคงตัวอักษรตัว นะ แบบรัตนโกสินทร์ไว้ แต่ด้านหลังจะทำการตีตราเป็นรูปดอกจัน ดอกพิกุล รูปยันต์อุณาโลม รูปพระบรมธาตุเจดีย์ รูปธรรมจักร รูปหลวงพ่อคล้ายวาจาสิทธิ์ รูปหลวงพ่อทวดวัดช้างให้ หรือสัญลักษณ์อื่น ๆ ตามความนิยมของผู้สร้างที่เห็นว่าเป็นสัญลักษณ์มงคล โดยจะพบทั่วไปในร้านเครื่องถมในรูปแบบของเครื่องประดับต่าง ๆ ทั้งแหวน สร้อยข้อมือ จี้ห้อยคอ สร้อยคอ เป็นต้น
๕ ตุลา ๖๙ ๑๓๓๑ น.
บบท.มนศ.
@ผู้ติดตาม
https://www.facebook.com/photo/?fbid=2230032657891844&set=pcb.2230066187888491














