Skip to main content

facebook search

หลักธรรม หลักฐานพุทธศาสนา รอยลูกปัด หลักฐานสุวรรณภูมิ ถิ่นธรรมเมืองนคร และ เที่ยวมีเรื่องกับหมอบัญชา
11 September 2026

20260909_1 ๒๐ - ๒๑ กันยา ร่วมระลึก ๒๕๐ ปี เจ้าหนูเมืองนครคืนเมืองมาเป็นกษัตริย์นคร แล้วทำบุญแด่เจ้าตาก กับเจ้าปราง เจ้าหนูเจ้าน้อย ในวาระ ๒๕๗ ปี ที่รวมนคร On250thYearsMemorialOfKingOfNakorn & 257thYearsMemorialOfKingTaksin

๒๐ - ๒๑ กันยา ร่วมระลึก ๒๕๐ ปี เจ้าหนูเมืองนครคืนเมืองมาเป็นกษัตริย์นคร

แล้วทำบุญแด่เจ้าตาก กับเจ้าปราง เจ้าหนูเจ้าน้อย ในวาระ ๒๕๗ ปี ที่รวมนคร

On250thYearsMemorialOfKingOfNakorn & 257thYearsMemorialOfKingTaksin

(20260909_1 เพื่อแผ่นดินเกิด)


๒๐ - ๒๑ กันยานี้ ขอเชิญชวนร่วมกิจกรรมพิเศษในสองวาระสำคัญที่ใครไม่เคยทำ

คือครบรอบ ๒๕๐ ปีที่เจ้าพระยานคร(หนู) คืนเมืองนครมาเป็น #กษัตริย์นคร

เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๓๑๙

และครบรอบ ๒๕๗ ปีที่ #สมเด็จพระเจ้าตากสินกรีฑาทัพเข้าเมืองนคร

ในวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๓๑๒

และผนึกรวมนครกลับมารวมกับธนบุรี จนเป็นประเทศไทยถึงทุกวันนี้

ในวาระที่ #ชมรมตามรอยพระเจ้าตาก

นำโดย Suchart Kanogrutmanee Parate Attavipach วรเดช ไชยนันทน์ กับคณะ

จัดคณะมาตามรอยพระเจ้าตากที่เมืองนครตามกำหนดการนี้

เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ณัจฐพร ดุลย์ กับ บวรนคร

และภาคีพี่น้องในเมืองนคร รวมทั้งวัดพระธาตุ โสพิทร์ แซ่ภู่ และวัดวังตะวันตก โค้ช พระครู พรหม

จึงร่วมกันต้อนรับและพาชมและเสวนา ในวันที่ ๒๐ ตามรายการข้างท้าย

หากจะนั่งรถรางร่วมกันต้องรีบลงทะเบียนทันทีเพราะกำลังจะเต็มแล้วครับ

หากไม่ทันก็สามารถขับรถตามไปตามรอยกันเองได้ด้วยครับ

ลงทะเบียนร่วมทางที่ #บวรนคร ตั้งแต่ ๐๘๐๐ น. รถรางเทศบาลล้อหมุน ๐๘๓๐ น.

เริ่มที่วัดแจ้งเวลาประมาณ ๐๘.๔๐ น. แล้วแวะวัดประดู่ วัดวังตะวันตก

อุทยานประวัติศาสตร์เจ้านครน้อย หอพระพุทธสิหิงค์ วัดท้าวโคตร และ วัดพระธาตุ กลับมาที่บวรนคร

บ่ายโมงครึ่ง ชมพิพิธภัณฑ์บ้านจีนแต่ก่อนในตึกยาวบวรนคร

แล้วเสวนาตามรอยพระเจ้าตากที่เมืองนคร ในห้องโถงชั้นบน

เบื้องหน้าพระบรมรูปพระเจ้าตาก และ ศาสตราวุธกับเครื่องเรือนแห่งวังเจ้านครที่สืบมาแต่พระเจ้าตาก

แล้วเช้าวันที่ ๒๑ กันยา เวลา ๑๐๐๐ น. ไปกันได้ตามอัธยาศัย

ขอเชิญร่วมกันทำบุญอุทิศถวายสมเด็จพระเจ้าตากสิน เจ้านครหนู เจ้าจอมมารดาปราง เจ้านครน้อย

และบุรพชนแห่งเมืองนครทั้งหลาย ที่ทางเดินพระเจ้าตากฝั่งตะวันออกในวิหารทับเกษตร

บุญนี้ถวาย ๒ สถานศึกษาในพระพุทธศาสนา

และสำหรับท่านที่ไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมข้างต้น แต่มีความประสงค์จะร่วมทำบุญ สามารถร่วมบุญด้วยการบริจาคได้ที่บัญชี

๑. กิจกรรมโรงเรียนพระบรมธาตุพิทักษ์วิทยา ธนาคารกรุงไทย เลขบัญชี 3890306756 โสพิทร์ แซ่ภู่

๒. กองทุนการศึกษา (โรงเรียนพระปริยัติธรรมสามัญวัดสระเรียง) ธนาคารกรุงไทย เลขบัญชี 6700132835 โค้ช พระครู พรหม

(จะทำบุญที่บัญชีใดบัญชีหนึ่ง หรือทั้งสองบัญชีก็ได้ ตามจิตศรัทธา)

แล้วพบกันตามนี้นะครับผม

#ตามรอยพระเจ้าตากสินในเมืองนคร

๑. #ทางพระเจ้าตากในทับเกษตร – ที่ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์หลังชนะก๊กเจ้าพระยานคร

กับทองคำบนปลียอดที่เจ้านครหนูและเจ้าจอมมารดาปรางสร้างถวาย

หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกในปี ๒๓๑๐ แล้วปลัดหนูแห่งเมืองนครได้ตั้งตัวเป็นก๊กนคร จนสมเด็จพระเจ้าตากสินสามารถกอบกู้อิสรภาพจากพม่าได้แล้วยกทัพลงมาเมืองนครเพื่อรวมไทยให้เป็นปึกแผ่นดังเดิมได้ในปี ๒๓๑๒ เพื่อกอบกู้ขวัญกำลังใจของชาวนครให้เป็นหนึ่งเดียว ทรงให้บูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช และเป็นที่จดจำจนมีชื่อสถานที่ในพระบรมธาตุคือ ทางพระเจ้าตาก ซึ่งเป็นทางเดินยกพื้นในวิหารทับเกษตรรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ สำหรับเดินประทักษิณที่มีซุ้มช้างและพระพุทธรูปปูนปั้นในซุ้มเรือนแก้วประดับบูชาไว้อย่างงดงาม

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือบนปลียอดทองคำ พบจารึกแผ่นที่ ๑๔ จารึกระบุว่า “พระเจ้าขัตติยประเทศราชฐานพระนคร” ซึ่งคือเจ้านครหนู เป็นผู้สร้างถวายไว้เมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๑ หลังจากพระเจ้าตากสินทรงสถาปนาเป็นพระเจ้านครศรีธรรมราช กลับมาครองเมืองนครในปี พ.ศ.๒๓๑๙ กับยังพบอีกจารึกแผ่นที่ ๑๘ พ.ศ.๒๓๗๗ ระบุว่า “เจ้าคุณมารดา เป็นอุปถัมภกรักษาพระศาสนา ... ขอให้สำเร็จสมบัติสามประการ คือมนุษยสมบัติ แลสวรรค์สมบัติ มีพระนิพพานสมบัติเป็นที่สุดตามประเพณีพระอริยเจ้าแต่ก่อนนั้นแล” ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าคือเจ้าจอมมารดาปราง ผู้เป็นเจ้าคุณมารดาของเจ้าพระยานครน้อย โอรสติดครรภ์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินผู้เป็นเจ้านครในช่วงนั้นพอดี (พ.ศ.๒๓๕๔ - ๒๓๘๒)

๒. #หอไตรและป่าตอ - ๒ รัตนะจากเมืองนครเพื่อกู้ศาสนาในสยามประเทศ ... สู่สมเด็จพระสังฆราชสองแผ่นดิน

ในคราวรวมเมืองนครไว้ในราชอาณาจักรสยามเมื่อปี ๒๓๑๒ นี้ สมเด็จพระเจ้าตากสินทราบว่าพระภิกษุศรีจากวัดพนัญเชิงได้หลบสงครามจากอยุธยากลับบ้านเกิดที่เมืองนคร พำนักที่วัดป่าตอ ต่อเขตอำเภอพระพรหม-ร่อนพิบูลย์ ด้วยเป็นพระภิกษุผู้ใหญ่ในอยุธยามาก่อนและเป็นที่รู้จักกันมาก่อน จึงอาราธนานิมนต์กลับคืนสู่พระนครที่กรุงธนบุรี และต่อมาได้สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงธนบุรี ก่อนที่จะถอดออกในปลายรัชสมัย แล้วในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงสถาปนากลับมาเป็นปฐมสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประทับที่วัดบางหว้าใหญ่หรือวัดระฆังโฆสิตารามในทุกวันนี้

 พร้อมกับสมเด็จพระสังฆราชศรีที่ไปจากเมืองนครแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินยังอัญเชิญพระไตรปิฎกจากหอไตรเมืองนครไปประกอบการสังคายนาพระไตรปิฎก ซึ่งต่อมาคือพระไตรปิฎกฉบับหลวงของสยามและรัฐไทยสืบมา โดยสมเด็จพระสังฆราชสีจากเมืองนครเป็นองค์สำคัญในการสังคายนาพระไตรปิฎกนี้ กับยังเป็นกำลังสำคัญสร้างทำสมุดภาพไตรภูมิเล่มสำคัญสมัยกรุงธนบุรีไว้ด้วย

๓. #ตึกกษัตริย์วัดแจ้ง – บัวพระอัฐิของพ่อตาแม่ยายพระเจ้าตากแห่งเมืองนคร

ช่วงปลายสมัยอยุธยา หลวงสิทธิ์นายเวร (หนู) ติดตามพระยาราชสุภาวดีจากอยุธยาที่ลงไปเป็นเจ้าเมือง จนเมื่อพระยาราชสุภาวดีถูกถอด หลวงสิทธิ์นายเวร (หนู) ผู้เป็นปลัดเมืองจึงรั้งเมืองอยู่จนกระทั่งเสียกรุงในปี ๒๓๑๐ หลวงสิทธิ์นายเวร หรือปลัดหนูจึงตั้งตัวเป็นเจ้าชุมนุมนครศรีธรรมราช ปกครองตั้งแต่ชุมพรลงไปตลอดพัทลุง สงขลา หระทั่งปี ๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้าตากสินให้ยกทัพลงไปปราบชุมนุมเจ้านคร เกิดการรบที่ท่าหมากทัพธนบุรีเสียที แล้วพระเจ้าตากสินเสด็จนำทัพเรือด้วยพระองค์เองตามลงมาตีทัพเมืองนครแตก เข้าเมืองนครได้ในวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๓๑๒ เจ้านคร(หนู)กับบุตรเขยคือเจ้าพัฒน์หลบหนีไปยังสงขลาแล้วต่อไปปัตตานี แล้วสุลต่านมูฮัมหมัดแห่งปัตตานี ส่งตัวกลับรวมทั้งเจ้าเมืองสงขลาและเจ้าเมืองพัทลุง แล้วพระเจ้าตากให้นำตัวเจ้านคร(หนู) ไปธนบุรี แล้วทรงยกฐานะเมืองนครเป็นประเทศราช นครศรีธรรมราช สถาปนาพระเจ้าหลานเธอเจ้านราสุริยวงศ์เป็นพระเจ้านครศรีธรรมราชปกครองนครศรีธรรมราชอยู่ ๗ ปี ถึงพิราลัย ขณะที่เจ้านคร(หนู) ที่เข้าไปรับราชการกรุงธนบุรี ได้ถวายบุตรหญิง ๒ คนเป็นบาทบริจาริกาในสมเด็จพระเจ้าตากสิน มีความดีความชอบ เจ้าจอมมารดาฉิม (ธิดาคนรองของเจ้านครหนู) ได้เลื่อนขึ้นเป็นมเหสีฝ่ายซ้าย กรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ ประสูติพระโอรสธิดา ๔ องค์ คือ เจ้าฟ้าทัศพงษ์ เจ้าฟ้าทัศไพ เจ้าฟ้านเรนทรราชกุมาร และ เจ้าฟ้าหญิงปัญจาปี จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าพระยานคร (หนู) กลับมาครองเมืองนครเป็นเจ้าประเทศราช พระราชทานพระสุพรรณบัฏเป็น พระเจ้าขัตติยราชนิคม สมมตมไหสวรรค์ พระเจ้านครศรีธรรมราช เจ้าขัณฑสีมา หม่อมทองเหนี่ยวเป็นมเหสี มีขุนนางเสนาบดีจตุสดมภ์ ที่ว่าราชการท้องพระโรง ในปี ๒๓๑๙ เจ้าพัฒน์บุตรเขย (กับคุณชุ่มหรือนวล ธิดาคนโตของเจ้านครหนู) เป็นอุปราช ส่วนธิดาคนเล็กชื่อปรางนั้นได้ถวายตัวกับพระเจ้าตากด้วยจนมีท้องเป็นเจ้าจอมมารดาปราง แต่ต่อมาทรงพระราชทานให้กับเจ้าพัฒน์ที่เป็นหม้ายเนื่องจากสิ้นคุณนวล

ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ทรงให้ลดยศและสถานะของเจ้านครลงเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช จน พ.ศ.๒๓๒๗ ทรงถอดเจ้านครหนูออกให้เข้ารับราชการในกรุงเทพ แล้วแต่งตั้งเจ้าพัฒน์เป็นเจ้านครแทน ต่อมาอีกไม่นาน เมื่อเจ้านคร(หนู)และหม่อมทองเหนี่ยวถึงแก่อสัญกรรม เจ้านคร(พัฒน์) จึงรับอัฐิกลับนคร ก่อเป็นบัวบรรจุคู่กันในเก๋งจีนในพื้นที่อุทยานของตระกูล ณ นคร ทางทิศเหนือของเมือง ซึ่งมีฮวงซุ้ยของจีนปาด บิดาของหม่อมทองเหนี่ยวอยู่ก่อนแล้ว (ที่ทุกวันนี้อยู่ในที่ดินที่รัชกาลที่ ๕ พระราชทานให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนอเมริกันสกูลฟอร์บอยของคณะคริสตจักรเพรสไบทีเรียนจากสหรัฐอเมริกา คือโรงเรียนศรีธรรมราชศึกษาปัจจุบัน) โดยต่อมาได้สร้างเป็นวัดแจ้ง คนนครแต่ก่อนนิยมเรียกว่า ตึกกษัตริย์ เนื่องจากเจ้านคร(หนู) และหม่อมท่องเหนี่ยวเคยมีสถานะกษัตริย์และมเหสีแห่งประเทศราชนครศรีธรรมราช

สำหรับเก๋งจีนวัดแจ้งหรือตึกกษัตริย์นี้ แม้มีสถาปัตยกรรมหลักเป็นจีน แต่มีลวดลายปูนปั้นประดับเป็นไทยผสมตะวันตก โดยเฉพาะที่หน้าบันซุ้มบานประตูปั้นในศิลปะบารอกคล้ายใบผักกาดอาคันธัสแทนกนกใบระกา ขณะที่เทวดากลางซุ้มทำเป็นบุคคลสวมหมวกปีกอย่างฝรั่ง ตรงยอดแทนที่จะเป็นกนกช่อฟ้ากลับทำเป็นผลสัปปะรดซึ่งเป็นผลไม้น้ำเข้าจากโลกตะวันตกและเป็นที่นิยมมากในขณะนั้น นับเป็นสถาปัตยกรรมหนึ่งเดียวในประเทศหรือในโลกนี้ก็ว่าได้ ส่วนบัวด้านในนั้นเป็นบัวที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ลักษณะบัว เป็นฐาน ๓ ชั้น ย่อมุมไม้สิบสอง สูงประมาณ ๒ เมตรเศษ บัวก่ออิฐถือปูน โดยใช้ปูนขาวผสมน้ำอ้อย เรียกว่า ปูนเพชร ตกแต่งผิวนอกปูนฉาบด้วยลายปูนปั้นเป็นรูปกระจัง ติดกระจกสี การปิดทองลายปิดลงบนเนื้อปูนไม่ได้ลงรักก่อน จึงไม่ค่อยคงทน พื้นทาสีแดงชาด ส่วนยอดเป็นรูปดอกบัวตูมมีก้านดอก สีแดงกลีบดอกบัวปิดทองและประดับกระจกสี เพื่อให้เป็นที่สังเกตระหว่างบัวบรรจุอัฐิของผู้ชายกับบัวบรรจุอัฐิผู้หญิง โดยบัวบรรจุอัฐิของผู้ชายทำเป็นเจดีย์ทรงระฆังย่อมุมไม้สิบสองเครื่องยอดเป็นบัวกลุ่มเถาและเครื่องยอด ส่วนบัวบรรจุอัฐิผู้หญิงยอดทำเป็นรูปดอกบัวตูม

๔. #เก๋งจีนวัดประดู่ – ที่ถูกยกเป็นเก๋งจีนพระเจ้าตากอย่างเหลือเชื่อ

ติดต่อกับวัดแจ้งเป็นที่ตั้งของวัดประดู่พัฒนาราม มีเก๋งจีนตั้งอยู๋อีกหลังหนึ่งติดถนนราชดำเนิน ตามหลักฐานที่สืบทอดกันมาถึงสมัยพลเอกเจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิต (แย้ม ณ นคร) สมุหกลาโหมในรัชกาลที่ ๖ ระบุว่าเป็นเก๋งมีบัวอัฐิของเจ้าพระยานครพัฒน์ ที่เคยเป็นอุปราชของเจ้าพระยานคร(หนู) รวมทั้งเป็นผู้รับพระราชทานเจ้าจอมมารดาปรางจากสมเด็จพระเจ้าตากสิน เก๋งนี้เป็นศิลปะจีนล้วนแตกต่างจากตึกกษัตริย์ที่วัดแจ้ง มีแกะสลักไม้ประดับเป็นรูปหงส์และมังกร ด้านในมีบัวลักษณะคล้ายกับที่วัดแจ้ง แต่มีปูนปั้นครุฑประดับ ทำให้มีผู้ปุจฉาว่าอาจเป็นผู้อื่นที่มีศักดิ์สูงกว่าเจ้าพระยานครพัฒน์ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ประมาณปี พ.ศ.๒๕๕๐ กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ด้วยความร่วมมือกับคณะทายาทสายสกุล ณ นคร แล้วทำป้ายขึ้นชื่อว่าเก๋งจีนพระเจ้าตาก ด้วยข้อเสนอว่ามาจากนักวิชาการในสายสกุล ณ นคร ซึ่งยังไม่มีหลักฐานยืนยันสนันสนุนใด ๆ 

นอกจากนี้ข้าง ๆ กับเก๋งจีนวัดประดูนี้ ยังมีบัวและแผ่นป้ายเหนือสุสานจีนอยู่ด้วย ในระยะหลังเริ่มมีผู้เสนอว่าเป็นบัวของสมเด็จพระสังฆราชศรี ซึ่งไม่ควรเป็นไปได้ ขณะที่แผ่นป้ายเหนือสุสานต่าง ๆ นั้น มีบันทึกว่ารวบรวมมาจากเขตวัดศรีทวีเมื่อครั้งมีการปรับปรุงวัดและบริเวณ

๕. #วังแห่งเจ้าจอมมารดาปราง ในพระเจ้าตากสินที่วัดวังตะวันออกและตะวันตก

กล่าวกันว่าในการศึกของกรุงธนบุรีครั้งหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชให้อุปราชพัฒน์ไป

ทำศึก โดยขณะนั้นคุณชุ่มหรือนวล ภริยาของอุปราชพัฒน์ซึ่งเป็นธิดาคนโตของเจ้านครหนูถึงแก่กรรม หลังเสร็จศึก พระเจ้าตากตรัสปลอบว่า " อย่าเสียใจนักเลย จะให้น้องสาวไปแทนที่จะได้เลี้ยงลูก " (ทั้งคุณชุ่มหรือนวล คุณฉิม และ คุณปราง เป็นธิดาของเจ้านครหนู) จึงมีพระบรมราชโองการให้ท้าวนางส่งตัวเจ้าจอมปรางไปพระราชทานเป็นภรรยาเจ้าพัฒน์ ท้าวนางกราบบังคมทูลว่าเจ้าจอมปรางขาดระดูมา ๒ เดือนแล้ว มีพระราชดำรัสว่า " ได้ลั่นวาจายกให้แล้ว จงส่งตัวออกไปเถิด "  เจ้าจอมปรางจำใจไปตามพระบรมราชโองการ โดยเรื่องนี้รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชหัตถเลขาไว้ว่าเรื่องนี้น่าจะจริงเพราะในวังกล่าวกันมาก สำหรับเจ้าพัฒน์นั้น กล่าวกันว่าจำใจรับไว้เป็นศรีเมืองนครศรีธรรมราช โดยไม่ได้เชิญกลับเข้าวังที่ทุกวันนี้คือวัดท่าโพธิ์ ทรงสร้างตำหนักและอุทยานถวายที่ทุกวันนี้คือวัดวังตะวันออกและวัดวังตะวันตก จนต่อมาประสูติเป็นชายได้ชื่อว่าน้อยที่ต่อมาเติบโตและได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าพระยานคร (น้อย) ต่อจากเจ้าพัฒน์

 ในวัดวังทุกวันนี้มีหลักฐานเกี่ยวเนื่องใกล่ชิดสมเด็จพระเจ้าตากสินเพียงสิ่งเดียวคืออุโบสถที่สร้างคลุมพระสูง หรือ พระศรีธรรมาโศกราช พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เจ้าพระยานคร(น้อย) ให้สร้างบนเนินดินที่ใช้เป็นที่ถวายเพลิงพระศพเจ้าจอมมารดาปรางผู้เป็นมารดา แล้วยกวังและอุทยานสร้างเป็นวัดทั้งสองสืบมา ทั้งนี้ในวัดวังยังมีเตียงนั่งของเจ้าพระยานครน้อย ที่คุณพร้อม ณ นคร มอบให้ กับยังมีกุฏิทรงไทยของพระอาจารย่อง หรือ พ่อท่านกาชาดของเมืองนครสร้างไว้เมื่อปี ๒๔๓๑ ส่วนโบสถ์ที่สร้างคลุมพระสูงนั้น เป็นโบสถ์เดียวในเมืองนครที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระพันปี เสด็จทรงยกช่อฟ้าเมื่อปี ๒๕๐๖ 

๖. #อุทยานประวัติศาสตร์เจ้าพระยานครน้อย โอรสไม่ลับของพระเจ้าตากผู้เป็นด่านหน้าและกำลังสำคัญของสยาม

ต่อจากเจ้านราสุริยวงษ์ พระเจ้าหลานเธอของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่ทรงสถาปนาเป็นกษัตริย์นคร แล้วทรงสถาปนาเจ้านครหนูเป็นพระเจ้าประเทศราชนครศรีธรรมราชจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์แล้ว เจ้าพระยานครน้อยในสมัยรัชกาลที่ ๒ - ๓ นับเป็นเจ้าพระยานครที่มีบทบาทและผลงานโดดเด่นที่สุดในบรรดาเจ้านครทั้ง ๖ องค์/คน นอกจากเป็นโอรสลับที่ไม่ลับของสมเด็จพระเจ้าตากสินแล้ว เจ้าพระยานครน้อยในวัยหนุ่มได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมัยรัชกาลที่ ๑ แล้วรับราชการจนได้รับสถาปนาเป็นเจ้าพระยานครในสมัยรัชกาลที่ ๒ – ๓ ที่พระยาศรีธรรมาโศกราช ชาติเดโชไชยมไหสุริยาธิบดีอภัยพิริยปรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช รับราชการตั้งแต่ปี ๒๓๕๔ จนถึงแก่อสัญกรรมหลังจากครองนครได้ ๒๘ ปี ในปี ๒๓๘๒ มีผลงานสำคัญทั้งด้านการเมืองการปกครองและการทหารตลอดคาบสมุทรถึงเขตมลายู การค้านานาชาติทั้งอินเดียและจีน รวมทั้งการเจรจาสถาปนาความสัมพันธ์กับอังกฤษในระยะแรกเริ่ม และการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและหัตถศิลป์ของชาติ โดยเฉพาะงานโลหะศิลป์เครื่องถมนครและการทอผ้ายกชั้นสูง

  จังหวัดนครศรีธรรมราชได้จัดทำอุทยานประวัติศาสตร์เจ้าพระยานคร(น้อย) ไว้ในร่มตะเคียนบริเวณที่เคยเป็นวัง/จวนของเจ้าพระยานคร ที่ทุกวันนี้เป็นศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วยอนุสาวรีย์และ ๕ อนุสรณ์สถาน ที่ควรรับทราบคือ เจ้าพระยานครน้อยไม่เพียงเป็นขัตติยราชในสายพระโลหิตของสมเด็จพระเจ้าตากสินกับเจ้าจอมปรางแล้ว ท่านยังสมรสกับท่านผู้หญิงอิน ราชนิกูล ณ บางช้าง แห่งราชวงศ์จักรี ธิดา ๒ คนโตเป็นเจ้าจอมมารดาใหญ่ และเจ้าจอมน้อยเล็ก ในรัชกาลที่ ๓

๗. #หอพระพุทธสิหิงค์เมืองนคร – กับอัฐิแห่งเจ้านครและนานาราชนิกูลแห่งสยาม

คือหอพระประจำวังหรือจวนเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชมาแต่เดิมก่อนที่จะถูกใช้เป็นที่ทำการของราชการในสมัยรัชกาลที่ ๕ และที่ตั้งศาลากลางกับศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชขณะนี้ โดยได้สร้างใหม่เป็นหอพระพุทธสิหิงค์ก่ออิฐถือปูนในปี ๒๔๕๗ แบ่งเป็นสองตอน ตอนหน้าด้านตะวันออกประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์เมืองนคร ที่นับเป็นพระพุทธรูปประจำเมือง พร้อมกับพระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรบุทองคำและบุเงินอยู่สองด้านอย่างละองค์ สำหรับพระพุทธสิหิงค์องค์เมืองนครนี้ หล่อด้วยโลหะสำริดผสม ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร พระวรกายอวบอ้วน พระอุระนูน นิยมเรียกว่าแบบขนมต้ม วงพระพักตร์กลม ขมวดเกศค่อนข้างใหญ่ ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิสั้นแบบเขี้ยวตะขาบเหนือพระอังสาซ้ายซ้อนทบกันหลายชั้น เรียกว่าเล่นชายจีวร กำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ มีเอกลักษณ์ทางศิลปะแห่งเมืองนครศรีธรรมราช กำหนดรูปแบบศิลปะว่าเป็นศิลปะอยุธยา สกุลช่างนครศรีธรรมราช เมื่อเทียบกับตำนานพระพุทธสิหิงค์ที่มีการแต่งไว้หลายฉบับ ว่าอัญเชิญจากศรีลังกามายังเมืองนครก่อนที่จะอัญเชิญสู่กรุงสุโขทัย พิษณุโลก อยุธยา กำแพงเพชร เชียงราย และเชียงใหม่ ก่อนที่จะอัญเชิญมายังกรุงเทพ โดยทุกวันนี้มี ๓ องค์สำคัญที่หอพระพุทธสิงหิงค์เมืองนคร ที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ และ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

ตอนหลังของหอพระพุทธสิหิงค์มีขนาดเล็กกว่าตอนหน้า หันด้านตะวันตก เป็นที่เก็บพระโกศทองลงยาราชาวดี โกศทองและโกศเงินของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในตระกูล ณ นคร จำนวน ๑๗ โกศ  พร้อมกับสร้างพระปรางค์ซิเมนต์ ๓ องค์ชิดกับฝาผนังสำหรับบรรจุอัฐิ โดยมีพระอัฐิและอัฐิของบุคคลต่าง ๆ

พระปรางค์องค์กลาง มีพระอัฐิ เจ้าจอมมารดานุ้ย ในรัชกาลที่ ๑, สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์,  เจ้าจอมมารดานุ้ยเล็ก ในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท, พระเจ้าราชวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงปัทมราช, เจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่ ในรัชกาลที่ ๓, พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเฉลิมวงศ์  

พระปรางค์ด้านทิศเหนือ มีพระอัฐิและอัฐิ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี จางวางเมืองนครศรีธรรมราช ต้นสกุล ณ นคร, คุณชี พี่สาวเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์), เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช(น้อย), ท่านผู้หญิงอิน ศรีธรรมาโศกราช, เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง), ท่านผู้หญิงหม่อมราชวงศ์หญิง นครศรีธรรมราช

พระปรางค์ด้านทิศใต้ มีพระอัฐิและอัฐิ เจ้าพระยามหาศิริธรรม (น้อยใหญ่) ต้นสกุล โกมารกุล ณ นคร, พระยาเสน่หามนตรี (น้อยเอียด) ต้นสกุล จาตุรงคกุล, เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พร้อม), พระยายริรักษ์ภูเบศร์ (เอี่ยม), พระศิริธรรมบริรักษ์ (ถัด), เจ้าจอมอิ่ม ในรัชกาลที่ ๔, เจ้าจอมสว่าง ในรัชกาลที่ ๕, ท่านกลาง ณ นคร

นอกจากนี้ในพื้นที่ระหว่างปรางค์องค์กลางกับปรางค์ทิศใต้ บรรจุอัฐิพระยานครกุลเชษฐ์มเหศวรภักดี (เอียด ณ นคร) ปรางค์ทิศเหนือ บรรจุอัฐิ พลเอกเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร)

(สำหรับรอยพระเจ้าตากสินอื่น ๆ ในเมืองนคร อาทิ ที่วัดเขาขุนพนม ที่ท่าซัก วัดสระเรียง ฯลฯ ส่วนมากมาจากคำบอกเล่าทั้งที่มีมาแต่เดิมและที่เริ่มบอกเล่าในระยะหลัง โดยยังไม่พบหลักฐานรองรับเชิงประจักษ์ชัด จึงยังไม่รวบรวมในการแนะนำชุดนี้) 

๙ กย.๖๙ ๐๙๐๙ น.

บบท.มนศ.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1616763803431372&set=pcb.1616764126764673

090901109090120909013