20260913_1 มีแทรกศรีวิชัยวันนี้ InBetweenSriVijaya
มีแทรกศรีวิชัยวันนี้
InBetweenSriVijaya
(20260913_1 เพื่อแผ่นดินเกิด)
๓ - ๔ วันนี้ อ. Pipad Krajaejun นำคณะมาตามรอยศรีวิชัยที่เมืองนคร
เมื่อวานนี้ Bīravijñ Koad ไปร่วมต้อนรับแล้ว
วันนี้ก็เลยถามว่าถ้าพอมีเวลาจะมาแวะที่ #ตึกยาว บวรนคร ไหม
ยินดีที่ได้ต้อนรับทุกท่านครับผม
ส่วนว่าเป็นอย่างไรบ้างนั้น ผมก็กำลังยุ่งทำงานนั้นงานนี้ ขาดตกบกพร่องอะไรต้องขออภัยนะครับผม
นี้ครับ ท่าน อ.พิพัฒน์ทำข้อมูลให้คณะครับ ...
เมื่อวานนั่งปรับปรุงสไลด์สำหรับสอนเรื่องศรีวิชัยให้กับ นศ. ในวันนี้ และเตรียมเอกสารประกอบการพาคนเที่ยวในทริปตามรอยศรีวิชัย ก็แทบจะรื้อสไลด์กันเลย เพราะพยายามพูดถึงพัฒนาการของรัฐที่เขตคาบสมุทรไทย-มาเลย์ให้มากขึ้น เพื่อมองรัฐในช่วงเวลานี้แบบ fragment หรือกระจัดกระจายมากขึ้น และมองมันในแบบ network polity
แน่นอนว่า การอธิบายศรีวิชัยในอดีตมักติดอยู่กับภาพของอาณาจักรแบบที่มีเมืองหลวง และแผ่อำนาจไปครอบครองเมืองต่าง ๆ บนคาบสมุทรในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 8 แต่หลักฐานในปัจจุบันทำให้เห็นว่า การเมืองทางทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซับซ้อนกว่านั้น ศรีวิชัยควรจัดเป็น "รัฐเครือข่ายเมืองท่า" (network of port-polities) ที่เชื่อมศูนย์อำนาจหลายแห่งเข้าด้วยกันผ่านการค้า เส้นทางเดินเรือ เครือญาติ ศาสนา และความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำ ความสัมพันธ์ของเมืองเหล่านี้อาจแน่นหรือหลวม และเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลอำนาจในแต่ละช่วงเวลา
คำอธิบายข้างต้นบางคนอาจมองว่าเราสามารถใช้คำว่า “สหพันธรัฐ” (federation) เพื่อเรียกศรีวิชัยน่าจะได้ แต่จริง ๆ แล้วคำนี้ก็มีปัญหา เพราะเป็นแนวคิดที่ผูกอยู่กับรัฐสมัยใหม่ ซึ่งมีการแบ่งอำนาจและสถานะของสมาชิกค่อนข้างแน่นอน มีการแบ่ง jurisdiction หรือสมาชิกที่มีสถานะเท่าเทียมกัน ซึ่งเราไม่มีหลักฐานว่าศรีวิชัยมีโครงสร้างเช่นนั้น
ข้อเสนอขของ O. W. Wolters เรื่องแนวคิด "มณฑละ" (Mandala) ดูจะเป็นคำตอบหนึ่ง เพราะช่วยให้เราเข้าใจรัฐที่ไม่มีพรมแดนตายตัว และอำนาจที่แผ่ออกจากศูนย์กลางได้ดี แต่แนวคิดนี้ก็ยังมีข้อจำกัด เพราะยังให้ความสำคัญกับ “ศูนย์กลาง” และ “บริวาร” มากพอสมควร จนอาจมองข้ามความสัมพันธ์ในแนวราบระหว่างเมืองท่าด้วยกันเอง ทั้งการค้า การเดินทางของพระสงฆ์ พ่อค้า ช่างฝีมือ และเครือญาติ ซึ่งไม่จำเป็นต้องผ่านศูนย์กลางทางการเมืองเสมอไป
อย่างไรก็ตาม แนวคิดแบบมณฑละก็มีจุดอ่อนสำคัญคือ เป็นกรอบเหมารวมที่ทำให้รัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โบราณทั้งหมดดูเหมือนกันหมด คือ มีศูนย์กลาง อำนาจแผ่ออกเป็นวง พรมแดนพร่า และเมืองบริวารเปลี่ยนความภักดีไปมา ทั้งที่ในความเป็นจริงรัฐแต่ละแห่งอาจมีโครงสร้างต่างกันมาก และเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา นอกจากนี้แล้ว แนวคิดมณฑละนั้นมีรากจากวิธีคิดของรัฐบนภาคพื้นแผ่นดินมากพอสมควร คือศูนย์กลางหนึ่งแผ่อำนาจออกไปรอบ ๆ แต่ในภาคพื้นสมุทรนั้นอำนาจไม่ได้ทำงานแบบวงกลมเสมอไป เมืองท่าสองแห่งที่อยู่ไกลกันหลายร้อยกิโลเมตรอาจสัมพันธ์กันแน่นกว่ากับเมืองในแผ่นดินที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร เส้นทางเดินเรือ ลมมรสุม ช่องแคบ ปากแม่น้ำ และเครือข่ายพ่อค้าจึงอาจสำคัญกว่าระยะทางทางภูมิศาสตร์เสียอีก ดังนั้น แนวคิด network model จะอธิบายได้ดีกว่ามณฑละครับ
อีกปัญหาหนึ่งคือ การแบ่งยุคสมัยของประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีกระแสหลักที่มักนำชื่อรัฐขนาดใหญ่ เช่น “ศรีวิชัย” ไปครอบศิลปกรรมจำนวนมากบนคาบสมุทร ทำให้เมืองอย่าง ไชยา ผานผาน ตามพรลิงค์ ลังกาสุกะ หรือกดะห์ กลายเป็นเพียงพื้นที่ “รับอิทธิพล” ทั้ง ๆ ที่เมืองเหล่านี้ต่างมีพัฒนาการของตนเอง หลายแห่งเกิดขึ้นก่อนศรีวิชัย และบางช่วงก็มีอำนาจเป็นอิสระของตนในช่วงเวลาที่ศรีวิชัยยังมีอำนาจ
ดังนั้น การพบศิลปกรรม ศาสนา หรือสถาปัตยกรรมที่คล้ายกันจึงไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเมืองเหล่านั้นอยู่ในรัฐเดียวกัน เพราะพระสงฆ์ พ่อค้า ช่างฝีมือ และความคิดสามารถเดินทางผ่านเครือข่ายทะเลได้โดยไม่ต้องมีการรวมศูนย์ทางการเมือง
ดังนั้น แทนที่จะถามว่า เมืองหลวงของศรีวิชัยอยู่ที่ไหน หรือ ใครปกครองใคร คำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็นว่า เมืองแต่ละแห่งมีฐานอำนาจและหน้าที่อะไร และเชื่อมโยงกันอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา หากมองเช่นนี้ คาบสมุทรก็จะไม่ใช่เพียงชายขอบของศรีวิชัย แต่เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์และพลวัตของตนเอง
๑๓ กย.๖๙ ๑๗๑๓ น.
บบท.มนศ.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=2209651656596611&set=pcb.2209656249929485




