Skip to main content

facebook search

หลักธรรม หลักฐานพุทธศาสนา รอยลูกปัด หลักฐานสุวรรณภูมิ ถิ่นธรรมเมืองนคร และ เที่ยวมีเรื่องกับหมอบัญชา
17 October 2026

20261017_6 ที่ถูกนักศึกษาจับตัวเอาไว้ ... TheStudentCatching

ที่ถูกนักศึกษาจับตัวเอาไว้ ...

TheStudentCatching

(20261017_6 เพื่อแผ่นดินเกิด)

เมื่อวันที่ไปร่วมเรียนรู้ถึงสิ่งที่ นศ.วลัยลักษณ์เรียนรู็และสร้างทำกันออกมา

ให้ชุมชนเทศบาลนคร ๗ ย่านถิ่น ตามดูได้ในเพจ @คน เมือง คอน 

ตอนจบ ผมถูกนาย Jirasak Sukkulpariwat เข้ามาจับตัวบอกว่า

" ... อาจารย์หมออย่าเพิ่งกลับ

  พวกเราอยากปรึกษาอาจารย์อีกสักเรื่องได้ไหมครับ ... "

แล้วอีก ๓ คนก็ตามมาล้อมเอาไว้ บอกว่าอยากจะทำนั้นทำนี้กันอีก

ผมก็เลยบอกว่าพอมีที่เพิ่งทำออกมาตามนี้ จะเข้าข่ายไหม ?

ถ้าไงบ่ายนี้มาเจอกัน ข่าวว่า อ.เพชร Wanna Natee ตัวแม่จะมาด้วย

แถมอยากทำไปถึงสุราษฎร์บ้านของน้องอีกคนด้วยครับ งานนี้ต้องไปหา อ. TiTi Pwan ครับผม

สำหรับที่นครนั้น นี้ครับที่กำลังจะออกมาในนครในลำดับต่อไปครับ

กลุ่ม #เรือนงามในนคร

๑. #สโมสรข้าราชการที่หน้าเมืองนคร ททท.สำนักงานนครศรีธรรมราช : TAT Nakhon Si Thammarat Office

หนึ่งในอาคารสำคัญที่มีประวัติความเป็นมาร่วมกับงานเทศกาลเดือนสิบที่เป็นหนึ่งในงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคใต้ เริ่มจัดโดยคณะข้าราชการในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่สนามหน้าเมืองในปี พ.ศ.๒๔๖๖ แล้วนำเงินรายได้จากการจัดงานมาสร้างเป็นอาคารสโมสรข้าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ.๒๔๖๙ บัดนี้มีอายุครบ ๑๐๐ ปี มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนยกพื้น สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ที่คลี่คลายจากรูปแบบเรือนไทยประเพณีที่ยกใต้ถุนสูงและหลังคาลาดชัน ปรับตัวเข้าสู่การก่อสร้างตึกแบบ “เรือนฝรั่ง” มีมุขยื่นบริเวณด้านหน้า  หลังคาแบบปั้นหยามีจั่วหน้ามุข การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ใช้เป็นสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช ปรับปรุงบูรณะและก่อสร้างต่อเติมโดยรักษาแนวสถาปัตยกรรมเดิมไว้ ได้รับพระราชทานรางวัลพระราชทานอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี ๒๕๓๗ ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมป์ นับเป็นอาคารเก่าสำคัญที่สวยงามโดดเด่น อยู่ที่สนามหน้าเมืองนคร เคียงข้างกับหอพระสูงและศาลหลักเมือง กับยังเป็นฐานข้อมูลและส่งเสริมการท่องเที่ยวสำคัญของเมืองนคร

๒. #กุฏิกลิ่นสะตอพ่อท่านกาชาดที่วัดวังตะวันตก โค้ช พระครู พรหม

เรือนไทยประเพณีหลังสุดท้ายในเมืองนครที่ยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์แบบดั้งเดิมในวัดวังตะวันตก ปรากฏจารึกเหนือบานประตูหน้าที่มีการแกะสลักรูปเสี้ยวกางขนาบสองข้างไว้ว่า “กุฏิสามหลังกับข้างครัวขวางโน้น ข้าพเจ้าอาจารย์ย่องพร้อมด้วยญาติบรรณาและสานุศิษย์ได้เตรียมจัดหาเครื่องเสาตั้งแต่ปีมะเมีย ... พุทธศักราชล่วงแล้ว ๒๔๓๑ พรรษา ... ก็ทำทั้งนี้เพื่อเปลื้องธุรสงฆ์ที่กังวลด้วยจากฟากฝา และจะได้อยู่อาศัยและเรียนพระธรรม์บำรุงพุทธศาสนาให้จิรัง ...”  เดิมตั้งอยู่ด้านหลังหอไตรอินทสุวรรณหันหน้าทางทิศตะวันออกแล้วถูกบดบังเมื่อมีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ด้านหลังจนมีสภาพทรุดโทรมมาก ชาวนครศรีธรรมราชนำโดยนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช  แห่งสวนสร้างสรรค์ นาคร-บวรรัตน์ ได้ประสานรณรงค์จนสามารถเคลื่อนย้ายออกมาบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่โดยกรมศิลปากรร่วมกับชาวนคร บนพื้นที่วัดในบริเวณที่งดงามขึ้น ได้รับการกล่าวขานว่าคือกุฏิกลิ่นสะตอจากรายการโทรทัศน์ตามไปดู ด้วยมีลักษณะเฉพาะสถาปัตยกรรมไทยกลิ่นอายปักษ์ใต้ เป็นเรือนสับสร้าง ๓ หลัง หลังคาจั่วหลังกลางเป็นห้องโถงโล่งและเรือนอีก ๒ หลังเป็นปีกยกพื้นสูงทั้ง ๒ ข้าง มีหลังคามุงกระเบื้องไม่เคลือบคลุมต่อเชื่อมกัน ด้านหลังเป็นเรือนครัวซึ่งได้ย้ายมาประชิดกุฏิภายหลัง ปัจจุบันมีชานเรือนทำด้วยปูนซิเมนต์เชื่อมหมู่กุฏิและเรือนครัวเข้าด้วยกัน ตัวเรือนกุฏิไม้เป็นแบบเรือฝาประกน มีลวดลายแกะสลักไม้ ตกแต่งตามส่วนต่าง ๆ เป็นรูปบุคคลมีปีกประกอบลายพรรณพฤกษา ลายหัวบุคคลมีลำตัวเป็นก้านต้นไม้ กรอบหน้าต่างด้านล่างสลักเป็นลายเครือเถา รูปสัตว์และลายเรขาคณิต ใต้กุฏิยกพื้นสูง มีอ่างกระเบื้องเคลือบและครกศิลาขนาดใหญ่ที่เป็นของดั้งเดิม ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติและได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประเภทปูชนียสถานและวัดวาอาราม จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕

ปัจจุบันจัดเป็นอนุสรณ์สถานของพ่อท่านกาชาด (ย่อง อินทสุวรรโณ) มหาเถระแห่งเมืองนครที่เป็นที่นับถือในฐานะพระผู้พัฒนาและช่วยขจัดทุกข์ภัยให้ผู้คน มีภาพถ่ายครั้งเปิดโกศแบบท้องถิ่นเพื่อคณะศิษย์พระภิกษุเมืองนครได้ถวายสักการะสรีระในท่านั่งก่อนการประชุมเพลิง พร้อมกับมีห้องแสดงระลึกถึงสมเด็จพระเจ้าตากสิน เจ้าจอมมารดาปรางและสายสกุล ณ นคร ด้วยวัดวังตะวันตกเคยเป็นนิวาสถานของเจ้าจอมมารดาปรางและเจ้าพระยานครน้อยมาก่อน และมักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ากุฏินี้คือตำหนักเจ้าจอมมารดาปราง ทั้ง ๆ ที่กุฏินี้สร้างหลังจากเจ้าจอมมารดาปรางสิ้นแล้วประมาณ ๕๐ ปี โดยเจ้าพระยานครน้อยได้ยกวังของเจ้าจอมมารดาปรางพร้อมอุทยานสร้างเป็นวัดวังตะวันออกและวัดวังตะวันตกเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๓๘๐ โดยได้สร้างพระสูง หรือพระศรีธรรมาโศกราชไว้เป็นอนุสรณ์ถึงพระมารดา ณ ตำแหน่งถวายเพลิง ปัจจุบันสร้างอุโบสถคลุมเป็นพระประธาน เป็นอุโบสถเดียวในเมืองนครที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และ รัชกาลที่ ๑๐ เสด็จยกช่อฟ้าพร้อมสมเด็จพระพันปี เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียว ในศาลาการเปรียญมีจิตรกรรมฝาผนังนิพพานโสตรหรือตำนานพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช พร้อมกับธรรมาสน์โบราณเมืองนคร และเตียงเจ้าพระยานครน้อยด้วย

๓. #สองกุฏิสวยทรงปั้นหยาเมืองนครในวัดจันทาราม สุธรรมรัตน์ สุจิณฺโณ

มีคำกล่าวกันมาแต่เดิมในเมืองนครว่า “ถ้าอยากเป็นนายให้ไปอยู่วัดท่าโพธิ์ อยากกินหนมโคไปอยู๋วัดวัง อยากเป็นช่างให้ไปอยู่วัดจัน” เนื่องจากวัดจันทารามเป็นแหล่งชุมช่างสำคัญของเมืองนครในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช่างไม้ ช่างปูน จนกระทั่งช่างเครื่องเงินและช่างถมตลอดจนช่างละครดนตรี ดังที่อังคาร กัลยาณพงศ์ ก็เกิดและเติบโตที่ข้างวัดจันทารามแห่งนี้โดยมีบิดา คือนายเข็บ กัลยาณพงศ์ เป็นกำนันแห่งย่านท่าวังนี้

นอกจากอุโบสถมีมุขประเจิดงามอย่างพระวิหารหลวงวัดพระธาตุเมืองนครแล้ว วัดจันทารามมีสองกุฏิไม้สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ที่คลี่คลายจากรูปแบบเรือนไทยประเพณีที่ยกใต้ถุนสูงและหลังคาลาดชัน ปรับตัวเข้าสู่การก่อสร้างตึกแบบ “เรือนฝรั่ง” สองชั้นก่อปูนผสมเครื่องไม้ มีมุขยื่นบริเวณด้านหน้า หลังคาแบบปั้นหยามีจั่วหน้ามุขเป็นโถงกว้างพร้อมบันไดทางขึ้นด้านหน้าสองฝั่งก่ออิฐถือปูน มีไม้ฉลุประดับตกแต่งหน้าบัน ช่องลมและฝ้าเพดาน และรายละเอียดประกอบต่าง ๆ ระบุปีก่อสร้างที่หน้าบันว่าปี ๒๔๕๘ และ ๒๔๖๕ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติและกรมศิลปากรได้ทำการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๕ มีความงดงามนับเป็นประจักษ์พยานการเป็นชุมช่างสำคัญของเมืองนคร ทางวัดมีแนวทางที่จะสร้างทำเป็นพิพิธภัณฑ์วัดและหอช่างศิลป์ถิ่นนคร โดยวัดจันทารามนี้ยังมีพระลากบุเงินอย่างช่างเมืองนครที่ขึ้นชื่อว่างดงามและมากที่สุดในภาคใต้ คือมีถึง ๘ องค์พร้อมผ้าทรงพระลากที่งดงามประณีตมาก โดยเฉพาะเจ้าขรัวหนู ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีความงดงามมากพร้อมจารึกอักษรอริยกะที่รัชกาลที่ ๔ ทรงประดิษฐ์คิดค้นแห่งเดียวในภาคใต้ ประดิษฐานในหอพระลาก ร่วมกับนานาคัมภีร์โบราณสืบมาแต่สมัยอยุธยาหลายร้อยฉบับ นอกจากนี้ในอุโบสถยังมีภาพพุทธประเพณีไทยของศิษย์เก่าเพาะช่างจากทั่วประเทศอีกด้วย

๔. #กุฏิตึกเจ้าคุณม่วงที่วัดท่าโพธิ์ Siridhammapirat Yodkhun โสพิทร์ แซ่ภู่

วัดท่าโพธิ์วรวิหารนับเป็นหนึ่งในวัดสำคัญที่สุดของเมืองนครรองจากวัดพระมหาธาตุวรวิหารที่เป็นเพียงพุทธาวาสมาแต่เดิม โดยเคยมีวัดท่าโพธิ์เดิมสมัยอยุธยาอยู่ที่บริเวณโรงเรียนเทศบาลวัดท่าโพธิ์ทุกวันนี้ ส่วนวัดท่าโพธิ์ปัจจุบันนี้อุทิศสร้างโดยเจ้าพระยานครพัฒน์ เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๓๒๗ เมื่อท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองนครในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ลดสถานะเมืองนครลง แล้วท่านได้ย้ายไปอยู่ที่จวนใหม่แล้วอุทิศนิวาสถานเดิมที่เคยเป็นวังแห่งอุปราชพัฒน์ในสมัยนครศรีธรรมราชเป็นประเทศราชในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ ชัยภูมิสำคัญของเมืองนครคือตั้งอยู่ริมคลองท่าซักอันเป็นเส้นทางการเดินทางสำคัญเข้าสู่เมืองนครจากปากพญา ไม่ว่าจะการเดินทางติดต่อสื่อสาร การค้าขายตลอดจนการศึก

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ครั้งเสด็จประพาสนครศรีธรรมราช พ.ศ.๒๔๔๑ พระมหาม่วงแห่งวัดท่าโพธิ์ซึ่งเคยตามสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระหมื่นวชิราญาณวโรรสเข้าไปศึกษาในพระนครในปี พ.ศ.๒๔๓๒ ได้เข้าเฝ้าและถวายรายงานเรื่องการพระศาสนาในเมืองนครศรีธรรมราชเป็นที่พอพระทัย ทรงเห็นว่าท่านมีคุณธรรมและอุตสาหะ จึงแต่งตั้งท่านเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่เมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ ตั้งเป็นเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช มีสมณศักดิ์สุดท้ายที่พระรัตนธัชมุนี (ม่วง รัตนทธฺโช)  ในระหว่างดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑล นอกจากการปกครองสังฆมณฑลให้เรียบร้อย ท่านยังได้ทำงานสนองนโยบายของราชการโดยจัดการศึกษาแบบใหม่ขึ้นทั่วทั้งมณฑลนับแต่เมืองนครศรีธรรมราชไปจนถึงเมืองกลันตัน กล่าวกันว่าท่านคือบุคคลสำคัญในการพระพุทธศาสนาและริเริ่มการจัดการศึกษาในภาคใต้ หลายโรงเรียนในภาคใต้นับท่านเป็นผ็สถาปนาโรงเรียน รวมทั้งโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช โดยในการตรวจเยี่ยมปีนังครั้งหนึ่ง คณะผู้ติดตามได้ให้ช่างจดจำรูปแบบอาคารในปีนังกลับมาสร้างเป็นกุฏิสถานเพื่อถวายแด่ท่าน

กุฏิพระรัตนธัชมุนี วัดท่าโพธิ์วรวิหาร เป็นกุฏิก่ออิฐถือปูนสองชั้นที่ใหญ่โตที่สุดในเมืองนคร สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์อย่างสมัยโคโลเนียลอาณานิคมช่องแคบ มีมุขหน้าและระเบียงหน้ากับซุ้มประตูหน้าต่างโค้ง บันไดทางขึ้นสองบันไดด้านข้างและด้านหลัง กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ทำการบูรณะและทางวัดจัดเป็นพิพิธภัณฑ์วัดและพระรัตนธัชมุนี (ม่วง รัตนทธฺโช) โดยวัดท่าโพธิ์แห่งนั้นนับว่าเป็นหนึ่งในวัดสำคัญของวงศ์สกุล ณ นคร มีการทำนุบำรุงและบูรณะอาคารสถานอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือพระประธานในอุโบสถเป็นพระทรงเครื่องงดงามมาก กับมีพระลากบุเงินทรงเทริดถมที่งามที่สุดองค์หนึ่งในนครศรีธรรมราช ที่ซุ้มเสมาทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีอังคารของอังคาร กัลยาณพงศ์ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์บรรจุไว้พร้อมกับพ่อแม่และพี่น้อง

๕. #บ้านขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ที่หน้าพระธาตุ Sriroj James Anutaraset

อาคารไม้สมัยใหม่ไทยประยุกต์ทรงปั้นหยายกพื้นมีใต้ถุนสูง มีห้องมุขห้าเหลี่ยมด้านหน้าริมถนนราชดำเนิน เยื้องวัดพระมหาธาตุวรวิหารหลังนี้ สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๕ โดยขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ (เขียน มาลยานนท์) นายอำเภอกลาย (ท่าศาลา-ปัจจุบัน) เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ต่อมาทายาทได้เปิดเป็นโรงเรียนรัฐวุฒิวิทยาในปี พ.ศ.๒๔๘๒ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนนครวิทยา ได้รับการรับรองวิทยฐานะในปี พ.ศ.๒๕๐๖ จนกระทั่งปิดการดำเนินการลงในปี พ.ศ.๒๕๒๙ แล้วทายาทในสายสกุลตรีสัตยพันธุ์ได้ดำเนินการบูรณะปรับปรุงอาคารและบริเวณอย่างงดงาม นับเป็นอาคารเครื่องไม้ร่วมสมัยไทยประยุกต์อย่างเรือนฝรั่งหลังสำคัญของเมืองนคร ที่ข้าราชการระดับนายอำเภอคนหนึ่งของเมืองนครก่อสร้างเพื่อเป็นบ้านพักในเขตย่านเมืองเก่า ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ปี พ.ศ.๒๕๕๖ จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมป์ ปัจจุบันจัดเป็นบ้านพิพิธภัณฑ์ประวัติบุคคลและท้องถิ่นเมืองนคร เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน

๖. #ตึกยาวบวรนครที่สี่แยกท่าวัง ปิติ ระวังวงศ์ Khamjiang Panitdee Jirayunat Ajariyakajorn

หนึ่งในอาคารตึกของเอกชนที่เก่าแก่ที่สุดหลังหนึ่งในเมืองนคร ก่อสร้างโดยพ่อค้าแร่ดีบุกชาวจีนจากสิงคโปร์เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๐ พร้อมกับการพัฒนาถนนราชดำเนินเพื่อรับเสด็จรัชกาลที่ ๕ มีสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานในย่านช่องแคบ ที่เรียกในปัจจุบันว่า Strait Eclectic Architect มีหน้าถังแบบนีโอคลาสสิค (Neo Classic) มีช่องทางเดินด้านหน้าหง่อคากี่ (Five Foot Walk Way) และช่องอากาศฉิ่มแจ้ (Air Well) และโถงครัวลานซักล้าง ที่มี ๓ ลักษณะพิเศษ คือ มีหน้ากว้าง เพดานสูงและยาวมากที่สุดในเมืองนคร คือยาวถึง ๔๘ เมตร จนได้ชื่อเรียกว่าตึกยาว

 ตึกยาวบวรนครแห่งนี้ เคยถูกใช้เป็นสถานพยาบาลของหมอทีทีเว็น ซินแสจากเซี่ยงไฮ้ ก่อนที่จะเป็นโรงเรียนจีนสยาม นครศรีธรรมราช ที่ทำการนครสมาคมที่รับมอบจากจังหวัดให้เป็นเจ้าภาพจัดงานเดือนสิบก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ เคยเป็นโรงเตี๊ยม โรงยาฝิ่น โรงแรมวัฒนะ จนกระทั่งโรงเฟอร์นิเจอร์มินกวง ก่อนที่จะใช้เป็นฐานของสวนสร้างสรรค์ นาคร-บวรรัตน์ และ สวนหนังสือ นาคร-บวรรัตน์ แหล่วมั่วสุมทางปัญญาใจกลางเมืองนครตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ - ๒๕๕๗ ก่อนที่จะทำการบูรณะในเชิงอนุรักษ์และพัฒนาครั้งใหญ่ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๖๕ – ๖๘ ที่มีการพัฒนาตำรับปูนอนุรักษ์ชุดใหม่ให้กับวงการอนุรักษ์ รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือจากกองทุนอนุสรณ์สถานโลก (World Monument Fund) จากมหานครนิวยอร์คในการทำความสะอาดและรักษาสภาพผนังอิฐเปลือยของเดิม เฉพาะด้านหน้าที่ถูกเปลี่ยนเป็นแบบโมเดิร์นเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐ ได้สร้างทำหน้าถังจำลองขนาดเท่าจริงแบบนีโอคาสสิค พร้อมกับสร้างหลังคากระจกบนโครงสร้างเหล็กอย่างโพสต์โมเดิร์น ขณะที่ได้ทำการต่อเติมด้านหลังเป็น Café de Ligor ในอาคารเรือนกระจก (Glass House) ที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของเมืองนครมีเขา ป่า นา เล บนหาดทรายแก้วเมืองนครได้รับพระราชทานรางวัลประเภทงานออกแบบใหม่ในบริบทการอนุรักษ์ จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมป์ พ.ศ.๒๕๖๙ ว่าเป็นอาคารมีคุณค่า ทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และสังคม โดยมีประวัติการปรับการใช้สอยและปรับเปลี่ยนองค์ประกอบใน หลายช่วงเวลา การอนุรักษ์และปรับการใช้สอยอาคารในพุทธศักราช ๒๕๖๕ ดำเนินการตามหลักการและขั้นตอนอย่างครบถ้วน แก้ปัญหาความผุพังของโครงสร้างไม้และความเสื่อมสภาพของปูนด้วยวัสดุทดแทนที่เหมาะสม จุดเด่นของการออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทเดิมคือการออกแบบรูปด้านหน้าอาคารให้สื่อความถึงรูปด้านเมื่อแรกสร้างที่เป็นซุ้มโค้ง เมื่อมองจากมุมมองภายนอกและภายในจะซ้อนทับกับรูปด้านหน้าอาคารแบบสมัยใหม่ที่ได้รับการเก็บไว้ มีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในให้สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับกิจกรรมทางวัฒนธรรมหลายรูปแบบ โครงการนี้นับได้ว่าเป็นตัวอย่างการนำอาคารที่มีคุณค่ามาออกแบบและจัดการบนฐานของคุณค่าควบคู่กับการให้ชีวิตใหม่กับอาคารและย่านชุมชนอีกครั้ง

ทุกวันนี้ ตึกยาวบวรนคร ตั้งอยู่บนพื้นที่บวรนคร ใกล้สี่แยกท่าวัง มีอีกชุดหน้าถังอาคารพาณิชย์ที่เคยเป็นย่านสรรพสินค้าแห่งแรก ๆ ของเมืองนคร ได้รับการสำรวจขึ้นทะเบียนในโครงการ Maritime Asia Heritage Survey (MAHS) ของมหาวิทยาลัยศิลปากรและมหาวิทยาลัยเกียวโต โดยภายในตึกยาวมีห้องจัดแสดงและประชุมสัมมนาหรือจัดเลี้ยง พร้อมกับจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านจีนนครแต่ก่อน ประกอบด้วยห้องพระและเครื่องมงคล ห้องรับแขก ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น ห้องนอน รวมทั้งห้องสมุด และร้านหนังสือคัดสรร และตู้แสดงมรดกหัตกรรมชั้นเยี่ยมของเมืองนคร รวมทั้งคาเฟ่เดอลิกอร์ (Café de Ligor) ที่มีวันมอร์คราฟท์ช็อคโกเล็ตและเครื่องดื่มกับขนมคอยบริการ  ขณะที่บริเวณลานทรายด้านนอก เป็นพื้นที่สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อชุมชนและสังคม อาทิกิจกรรม Creative Nakhon, เล่านคร, วลัยลักษณ์สู่สังคม รวมทั้งงานตรุษจีนเมืองนครที่ท่าวัง ที่กำลังยกระดับเป็นอีกงานเทศกาลประเพณีประจำปีของเมืองนคร

๗. #ยงคัง และ #JillArtSpace Sriroj James Anutaraset จิว จิว

อาคารพาณิชย์แบบบ้านร้าน (Shophouse) ของนายพ่วง กิจวิบูลย์ ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ ริมถนนท่าโพธิ์และตรอกวัดจันที่เชื่อมต่อสู่ท่าเรือวัดจันทารามเพื่อประกอบกิจการรับส่งสินค้าจากท่าเรือบนคลองท่าซักเพื่อลำเลียงสู่ตัวเมืองด้วยเกวียน ในปี พ.ศ.๒๕๖๑ ครอบครัวอนุตรเศรษฐ - ตรีสัตยพันธ์ ทายาทของนายแพทย์เฮ็นเย็น แซ่ลิ้ม ที่เคยเปิดคลีนิคชื่อ ยงคัง – สุขสมบูรณ์ ที่ริมถนนราชดำเนินด้านหน้าวัดจันทาราม ได้เข้าครอบครอง ทำการบูรณะ ตกแต่ง เป็นร้านขายอาหารและเครื่องดื่มในชื่อ ยงคัง คาเฟ่ 永 康 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมตะวันตก อนุรักษ์พร้อมกับจัดบริเวณทั้งภายนอกและภายในสะท้อนสภาพบรรยากาศแต่ก่อนของย่านท่าวัง มีการแสดงขวดน้ำมะเน็ดที่พบจากการบูรณะ ยี่ห้อซุ่นฮวด (Soon Huad)ของขุนสุมนสุขภาร (นายซุ่นฮวด ลิมปิชาติ) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเครื่องดื่มโค้ก ในภาคใต้ ในนามของบริษัทหาดทิพย์

อาคารยงคัง ได้รับรางวัลพระราชทานการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมป์ พ.ศ.๒๕๖๖ ว่าเป็นอาคารเก่าที่ได้รับการฟื้นฟูและปรับปรุงอย่างพิถีพิถันโดยใช้กระบวนการอนุรักษ์ที่เน้นการวิเคราะห์รูปแบบเดิมผสมผสานกับวัสดุใหม่ที่เข้ากันกับเอกลักษณ์ท้องถิ่นให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในฐานะพื้นที่พาณิชยกรรมที่เข้ากับบริบทอนุรักษ์

ทั้งนี้ฝั่งตรงกันข้ามของยงคังที่ริมคลองท่าซัก มีอาคารไม้ใต้ถุนสูง Jill Art Space เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวริมคลองที่มีความสำคัญในการพัฒนาเมืองนครในอดีต และเป็นพื้นที่ศิลปะ เวิร์คช้อป เก็บรวบรวมและถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองนครศรีธรรมราชผ่านภาพเก่าที่สะท้อนชีวิต สภาพแวดล้อมและสถาปัตยกรรมในอดีต เป็นอีกแหล่งเรียนรู้ของเมืองนคร โดยก่อตั้งเป็น วิสาหกิจชุมชนภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองคอน (Echoes of Nakhon)ในปี 2568 และเป็นพื้นที่ให้บริการ ไอศกรีม จ้าวท่า สูตรโบราณ

๘. #บ้านขุนบวรรัตนารักษ์ที่ข้างวัดท่ามอญ สุชา ชูแก้ว

เขตเศรษฐกิจของเมืองนครที่ย่านท่าวังนับเป็นพื้นที่สำคัญของการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองนครโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ชุมชนชาวจีนมีบทบาทสำคัญ โดยจีนนครส่วนใหญ่จะตั้งบ้านและร้านค้าในเขตท่าวังในลักษณะของบ้านร้าน ที่เรียกว่า Shophouse ริมถนนสายสำคัญโดยเฉพาะถนนราชดำเนินทุกวันนี้ ขุนบวรรัตนารักษ์ (ตัน ยิดเส็ง) เป็นลูกครึ่งจีนแต้จิ๋ว และไทย-ฮกเกี้ยน เปิดร้านค้ายี่ห้อตันยิดเส็งที่หัวสะพานราเมศวร์ ต่อมาสมัครเป็นสมาชิกเสือป่า ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากรัชกาลที่ ๖ เป็นขุนบวรรัตนารักษ์ พร้อมกับจีนรุ่นใหญ่กว่าอีก ๒ คน คือ ขุนวิโรจน์รัตนากร (อุ่ยล่ำหิ้น) และ ขุนประจักษ์รัตนกิจ (หลีกิมซุ้ย) แล้วเปลี่ยนเป็นบริษัท บวรพาณิชย์ จำกัด

บ้านบวรรัตน์ บนถนนเทวราชข้างวัดศรีทวีไม่ไกลจากบ้านร้านเดิม เป็นบ้านพักที่ก่อสร้างโดยช่างเฟอร์นิเจอร์จีนคือเฒ่าแก่บูเช็คแห่งร้านมินกวงเมืองนคร ในพื้นที่สวนละมุดริมคลองทาในปี พ.ศ.๒๔๙๘ มีสถาปัตยกรรมก่อนสมัยใหม่ที่เรียกว่า Art Deco ไม่ทราบนามสถาปนิก  พื้นและเครื่องไม้สักทอง มีซุ้มประตูโค้ง ระเบียง บานเฟี้ยม บานกระทุ้ง รวมทั้งการเริ่มติดบานมุ้งลวดกรอบไม้ครั้งแรกในประเทศไทย ได้รับการรักษาบูรณะตามสภาพดั้งเดิมพร้อมเครื่องเรือนเดิมเมื่อแรกสร้าง รวมทั้งบริเวณลานบ้านที่ยังรักษาสภาพเป็นพื้นลานทรายขาวอย่างสันดอนหาดทรายแก้วของเมืองนครแต่เดิม พร้อมเครื่องกระถางปูนปั้นที่นิยมสร้างทำและใช้ในเมืองนครเมื่อทศวรรษ ๒๕๐๐ นับเป็นตัวอย่างอาคารของพ่อค้าคหบดีกลางเมืองนครก่อนสมัยเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ อยู่ระหว่างการดำเนการเพื่อเปิดให้เข้าชมได้ ในบริเวณเดียวกันยังมีเรือนรัตนา เรือนไม้แบบแต่ก่อน และ เรือนไม้หมอนมัดไม้หมากปาล์มเมืองนคร หากสนใจสามารถประสานนัดหมายเข้าชมล่วงหน้าได้ ที่ สุชา ชูแก้ว โทร ๐๖๓๐๘๐๘๙๐๖

๙. #บ้านครูน้อม #NormSpace ที่บ่ออ่าง Sriroj James Anutaraset

ใจกลางเมืองนครที่บริเวณรอยเชื่อมต่อของชุมชนชาวไทย จีน มุสลิม และชาวคริสเตียนที่บริเวณบ่ออ่าง มีอาคารสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปแบบอาร์ตเดโคตั้งอยู่อย่างโดดเด่นเสมือนมหาวิหารแห่งเมือง สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐-๒๕๑๕ เป็นที่อยู่อาศัยของครูน้อม อุปรมัย หนึ่งในนักการศึกษาผู้ทรงภูมิปัญญาคนสำคัญของเมืองนครและประเทศไทย มีอาชีพครู ทนายความ นักการเมืองท้องถิ่นและ ส.ส.นครศรีธรรมราช ๔ สมัย เคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราชฎร ๓ สมัยและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ผลักดันในการสถาปนาโรงเรียนฝึกหัดครูนครศรีธรรมราช (มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน) และมีผลงานการค้นคว้าเรื่องราวของท้องถิ่นนครศรีธรรมราชและภาคใต้ รวมทั้งการพัฒนาท้องถิ่นจำนวนมาก ต่อมาเปิดเป็นโรงเรียนอนุบาลภัทรวิทย์ ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านครูน้อม ในนาม Norm Space จัดแสดงชีวประวัติและผลงาน จดหมายเหตุต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองนคร มีบริการที่พักนักเดินทาง และ slowbar coffee

๑๗ ตุลา ๖๙ ๑๐๔๐ น.

บบท.มนศ.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=2241511756743934&set=pcb.2241521693409607

1710061171006217100631710064171006517100661710067