20260612_4 ธรรมะสาคู ขนมจีน และมหาสมุทร TheMonksDining
ธรรมะสาคู ขนมจีน และมหาสมุทร
TheMonksDining
(20260612_4 การพระศาสนา)
วันนี้ที่นคร นิมนต์พระไปฉันนี้สองมื้อ
มื้อแรกเป็นขนมจีน เพลก๋วยเตี๋ยว
ท่าน พระมหาพงศธร ธมฺมภาณี ฉันมหาสมุทรที่ผมประเคน
ส่วนที่ฉันขนมจีนนั้น ... ท่านสนทนาและปฏิบัติธรรมกันครับ !!!
ลองอ่านนี้ที่ท่านเล่าสิครับ
ถ้าอย่างไร สิงหามาคุยกับพระท่านนี้นะครับ
รอบนี้ท่านมาสังเกตุการณ์ครับผม
... ที่ปรุงด้วยธรรมรส จาก พระอาจารย์กระสินธุ์ อนุภทฺโท
วันที่ ๑๒-๑๓ มิถุนายนนี้ เดินทางไปเมืองนครศรีธรรมราช ร่วมโครงการ “#คุยกับพระ” ที่บวรนคร
ที่สนามบินพบพระอาจารย์กระสินธ์ุโดยบังเอิญ จึงเข้าไปกราบสนทนาธรรมด้วยความเคารพ ในเรื่องที่เป็นเหมือนแก่นกลางของแนวทางการภาวนาของท่าน
“รับรู้ สังเกต เห็น ไม่ทำอะไร”
ทราบว่าท่านอาจารย์เดินทางนครเหมือนกัน ในเที่ยวบินเดียวกัน จึงขอโอกาสถือกระเป๋าสัมภาระถวายถึงเครื่องบิน
หลังลงเครื่อง คุณหมอBunchar Pongpanich นิมนต์ฉันเช้าที่ร้านขนมจีนประตู 3 ม.ราชภัฏ ในสวนมังคุด (ขอไม่รีวิวว่าอร่อยดี และบรรยากาศดีมาก ฮร่าๆ)
ฉันไปพลาง คุยกันไปพราง ปักษ์ใต้มีอาหารรสดีเด็ดเครื่องเทศถึงรสชูใจ เขาขนผักมาให้เป็นกระบุงๆ หลากหลายชนิด บางอย่างไม่เคยฉัน เช่นดอกดาหลา ผักกาดนกเขา ยอดมะตูม และอีกหลายอย่างเลย จำชื่อไม่ได้
ระหว่างฉัน พระอาจารย์สนทนากับพระมหาขุนพล เรานั่งข้างๆ แอบฟังและเก็บประมวล ลักข้อธรรมข้อจำท่าน
แรกๆ เนื้อหายังคงวนอยู่กับเรื่องเดิม
“รับรู้ สังเกต เห็น ไม่ทำอะไร” กับเรื่องอาหารบ้างผสมปนกันเสริมอรรถรสไป
แต่ครั้งนี้ เริ่มเข้มข้นขึ้นอีกหน่อย จู่ ๆ พระอาจารย์ก็กล่าวขึ้นว่า
มันมีอีกอันหนึ่งนะ…
เท่านั้นแหล่ะ หูเราก็ผึ่งเลย เรื่องอยากรู้อยากเห็นนี่นิสัยเรา เอ่ะ! เขาคุยอะไรกัน
พระอาจารย์ว่า “เข้าถึง และเข้าใจ”
พร้อมกับหยิบถ้วยสาคูขึ้นมา แล้วก็ส่งให้
จากนั้นห้องเรียนธรรมะเล็ก ๆ ก็เกิดขึ้นผ่านขนมหวานถ้วยนี่แหล่ะ
“นี่อะไร ?”
“สาคูครับ”
“ทำไมถึงเรียกว่าสาคู ?”
เพราะเราจำได้
จำตามสิ่งที่โลกสมมุติเรียกร่วมกัน
เขาเรียกนี่ว่า “สาคู”
นี่เป็นระดับของการรู้จักผ่านภาษา ผ่านบัญญัติ ผ่านความจำร่วมของสังคม
แต่ถ้ากินเข้าไปล่ะ ?
รับรู้รสชาติไหม ?
หวานไหม ?
ชอบหรือไม่ชอบ ?
ตรงนี้เรียกว่า “เข้าถึง” ผ่านประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
แล้วพระอาจารย์ก็สบตาโปรยยิ้มพูดว่า
แบบนี้ “หมาก็เข้าถึงนะ”
หมาไม่รู้หรอกว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไร
แต่มันรู้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย
ชอบหรือไม่ชอบ
ถูกใจหรือไม่ถูกใจ
ถ้าชอบก็วิ่งหา
ถ้าไม่ชอบก็ผลักไส
มันข้ามสมมุติ ข้ามชื่อเรียกได้
แต่ไม่ได้หมายความว่ามันเข้าใจ
จบบทสนทนาไว้เท่านี้ก่อน
ที่นี้จะเล่าสิ่งที่เข้าใจให้ฟัง
ในมุมการปฏิบัติ หรือการเรียนรู้ เรามีสิ่งที่จำได้ (จำสมมุติบัญญัติ คือ จำตามแบบที่ชาวโลกเรารับรู้ร่วมกันว่าอย่างนี้อย่างนั้น) ๑
เข้าถึง ตามสภาวะที่ปรากฏเฉพาะกับที่ตนเองมีประสบการณ์ร่วมกับสิ่งนั้น ๑
เข้าใจ อันเกิดจากการมองเห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริง โดยไม่ถูกสิ่งปรุงแต่งที่เกิดจากสมมุติ และประสบการณ์ของตนเองครอบงำ ๑
มีหลายท่าน หลายวงการเอาวาทะว่าข้ามสมมุติมาใช้บ่อยๆ แต่มักแล่นไปผิดท่า คืออ้างว่าทุกสิ่งเป็นที่มนุษย์สร้างขึ้น สมมุติขึ้น เลยเข้าข่ายนัตถิทิฏฐิ คือ เห็นว่าไม่มีอะไร เผลอๆ อาจแก้ผ้าเดินโทงๆ เพราะถือว่า ความอายหรือไม่อาย ก็เป็นค่านิยมที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ถือมั่นอะไร หรือสนใจอะไร ปล่อยวางหมด ซึ่งถ้าข้ามสมมุติเช่นว่านี้ เหมือนหมาที่พระอาจารย์ยกตัวอย่าง ว่าหมาก็ข้ามได้
ส่วนการเข้าถึง ที่ว่าเมื่อสัมผัสประจักษ์แก่ตัวเองด้วยประสบการณ์แล้วนี้ สัตว์ทั้งหลาย ก็เข้าถึงหมด คนทุกคนก็เหมือนกัน ถึงหมดแหล่ะ แล้วก็เอาประสบการณ์นั้นมาเป็นแก่นของตัวเอง เช่นสัมผัสด้วยตัวเองมาอย่างนี้ ก็ว่าเป็นอย่างนี้ คนอื่นพูดถึงอย่างอื่นไปจากนี้ ก็ว่าไม่ใช่ ซึ่งอาจนำไปสู่การยึดมั่นในแนวทางของตัวเอง เหมือนตาบอดคลำช้าง คนที่คลำถูกงวง ก็ว่าช้างตัวยาวๆ สากๆ คนที่คลำได้หู ก็ว่าช้างตัวแบนๆ คลำไปสิบคนสิบที่ก็ว่ากันไปสิบอย่าง ไม่มีใครพูดถึงช้างทั้งตัวได้เลย เพราะเอาแต่ประสบการณ์ตัวเองเป็นประมาณ อย่างนี้แน่นอนว่า ทุกคนเข้าถึงหมด แต่ถึงเท่าที่ประสบการณ์ตัวเองเข้าไปตัดสินถึง ตามความลึกตื้นของภูมิปัญญาที่หยั่งได้
ซึ่งว่ามาทั้งหมด สัตว์ทั้งหลายมีศักยภาพแบบนี้ ไม่แพ้กัน หากจะกล่าว
เลยชวนมาดูกันว่า เราจะดีกว่าหมาได้อย่างไรบ้าง คือข้ามบัญญัติ หมาก็ข้ามได้ เข้าถึง หมาก็เข้าได้ แต่เข้าใจนี่แหล่ะ ที่เราจะต่างจากหมาอยู่บ้าง
ย้ำกรองอีกสักทีว่า หลายครั้ง เราเข้าใจว่าการข้ามสมมุติเป็นเรื่องสูงส่งจนบางทีเผลอหลงคิดว่า ในเมื่อทุกอย่างเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมุติขึ้น
ความดี ความงาม ศีลธรรม หน้าที่ ความละอาย หรือแม้แต่คุณค่าต่าง ๆ ก็คงไม่มีอะไรจริง
ซึ่งความคิดเช่นนี้อาจนำไปสู่การปฏิเสธความหมายทั้งหมดของชีวิต ในทางพระพุทธศาสนา ท่านเรียกว่า “นัตถิทิฏฐิ” คือเห็นว่า “ไม่มีอะไร” ซึ่งอาจกลายเป็นการปล่อยวางแบบหลงทาง
การข้ามสมมุติ มิได้หมายถึงการทำลายสมมุติ แต่เป็นการรู้จักใช้สมมุติโดยไม่ตกเป็นทาสของสมมุติ
เช่นเดียวกับประสบการณ์ตรง หลายครั้ง เราหลงคิดว่าสิ่งที่ตัวเองพบเจอ คือความจริงทั้งหมด
ทุกคนต่าง “เข้าถึง”แต่เข้าถึงเพียงส่วนที่ตนมีประสบการณ์ร่วม แล้วนำประสบการณ์นั้นมาตัดสินโลกทั้งใบ
นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ ที่มักยึดเอาประสบการณ์ส่วนตัวเป็นศูนย์กลาง
นี่สิ่งมีชีวิตเป็นๆ กันแทบทั้งหมด
สิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากหมา
อาจไม่ใช่เพราะเรารับรู้ได้มากกว่า
แต่เพราะเรามีศักยภาพที่จะ “เข้าใจ”
เข้าใจว่า สิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นเช่นนั้นเอง
เข้าใจว่า ความชอบและไม่ชอบเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่ง
เข้าใจว่า ความจริงไม่ได้ถูกบิดเบือนด้วยความอยากให้เป็น หรือไม่อยากให้เป็น เข้าใจจนไม่จำเป็นที่ต้องเข้าไปจองหองอวดดีตัดสิน เข้าใจจนไม่ต้องรีบเข้าข้างตัวเอง เข้าใจจนสามารถปล่อยวางได้
เพราะการปล่อยวางที่แท้ ไม่ใช่การโยนทิ้ง แต่เป็นการวางลงด้วยปัญญา นี่คือศักยภาพที่เข้าใจจึงทำได้ เหมือนคนเข้าใจว่า พระอาทิตย์มันขึ้นทางตะออก และลับไปทางตะวันตก ก็รู้ว่าเป็นเช่นนั้น และยอมรับตามความเป็นจริง แล้วใช้ชีวิตตามกฏแห่งความเป็นเช่นนั้นเอง ก็เบาสบายด้วยความเข้าใจตามความเป็นไปเช่นนั้น
แต่คนที่เห็นเช่นนั้นเหมือนกัน หากไม่ยอมรับความเป็นเช่นนั้น กลับอยากให้พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก และลับไปทางตะวันออก มันก็เป็นทุกข์ถนัดกัดกินใจตัวเอง
การฝึก “รับรู้ สังเกต เห็น ไม่ทำอะไร” จะนำไปสู่การเข้าใจ ด้วยการ….
รับรู้
เพียงสักแต่ว่ารับรู้
สังเกต
ตามที่สิ่งนั้นกำลังเป็น
เห็น
ตามความเป็นจริง
และไม่กระโจนเข้าไปจัดการ ตัดสิน หรือปรุงแต่ง
จะเหลือไว้แต่เพียงความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับชีวิตไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความชอบหรือไม่ชอบ แต่เป็นความสัมพันธ์ที่อิสระจากความยึดมั่น
นี่เป็นความหมายอย่างหนึ่งของการอยู่เหนือโลก โดยไม่ต้องหนีโลก ยังใช้สมมุติ ตามกาละเทสของมนุษย์มนาได้ แต่ไม่ติดสมมุติ และบ้าตามไปกับมนุษย์มนา เหมือนเล่นกับเด็กๆ ที่ยังไม่รู้จักอิโหน่อิเหน่ได้ ถึงว่าตนเองจะมีเดียงสาเพียงใดแล้วก็ตาม
ยังมีบทบาท หน้าที่ ตามความหมายสถานะอย่างโลก แต่ไม่หลงบทบาท บ้าหน้าที่ที่โลกสมมุติให้ จนเป็นบ้าเป็นหลัง
ยังรัก ยังรับผิดชอบ ยังหัวเราะ ยังร้องไห้ ยังอร่อย และเพลิดเพลินได้หมด แต่ก็มีพื้นที่ว่างในใจเป็นแก่นสารอยู่สำหรับจะพักผ่อนอยู่ในสุญญตาวิหาร ที่จะปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามความเป็นเช่นนั้นเอง ด้วยความเข้าใจ
๑๒ มิถุนา ๖๙ ๒๓๓๓ น
บ้านบวรรัตน์ ท่าวัง เมืองนคร
https://www.facebook.com/photo/?fbid=2128518494709928&set=pcb.2128518851376559




