20260904_11 งานของท่านพุทธทาสนี้สืบมาแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ DhammaWorksOfBuddhadasa ... FollowTheMahaSamanaChao
งานของท่านพุทธทาสนี้สืบมาแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ
DhammaWorksOfBuddhadasa ... FollowTheMahaSamanaChao
(20260904_11 การพระศาสนา)
การให้คำชี้แนะและพรแก่คณะจาก หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ - สวนโมกข์กรุงเทพ
ที่เข้าถวายรายงาน ขอคำชี้แนะและพรธรรมเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๙ นั้น
เจ้าพระคุณ #สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตโต) ได้อนุโมทนาในงานที่ทำตลอดมา
รวมทั้งการจดหมายเหตุที่ขยับสู่การเชื่อมต่อกับระบบงาน #AI ที่ถูกถ้วนและแม่นยำ
การสานต่องานสนับสนุนถวายงานพระ #เพื่อการเรียนรู้สู่ธรรมวาที รวมทั้งการแลกเปลี่ยนพระบาลี-สันสกฤต
ตลอดจนการขยายงานพระพุทธศาสนาสู่กิจกรรม #องค์กรรมณีย์ ที่ท่านย้ำไว้ในการเข้าพบเมื่อครบ ๑๒ ปี
โดยท้ายที่สุดได้ชี้ว่าหัวใจอยู่ที่ “#มนุษยรมณีย์”
พร้อมกับยกชื่อของกรุงเทพมหานคร ที่รัชกาลที่ ๑ ทรงสถาปนาไว้ว่า
“กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์”
โดยมีคำว่า "#รมณีย์" ปรากฏอยู่ด้วยที่ "รมย์" รวมทั้งยังชี้ว่าเป็นการร่วมกันของพระอินทร์ - ท้าวสักกะ ซึ่งคือ #มฆมานพ ที่ชวนกันสร้างสรรค์บ้านเมืองให้รมณีย์ จึงขอให้ช่วยกันต่อไป
" ... ขออนุโมทนากับงานที่ทำ รวมถึงวาระสำคัญที่จะมาถึง คือการจัดงานวัน ๑๒๐ ปี #หลวงพ่อพุทธทาส ครบ ๑๕ ปีที่ #หอจดหมายเหตุพุทธทาส กรุงเทพฯ ได้ตั้งขึ้นมา เวลาก็ผ่านไป ผ่านไป แต่ไม่ได้ผ่านไปเปล่า ๆ ก็ได้งอกงามเป็นคุณประโยชน์ที่กว้างขวางออกไป ... "
จากนั้นเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ ยกงานการเผยแผ่ธรรมของท่านพุทธทาสที่มุ่งให้ปัญญา แจกดวงตาแก่คนจำนวนมากซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในกิจการพระพุทธศาสนาที่ท่านถอยหลังไปเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสในท้องถิ่นต่าง ๆ ในคราวเสด็จภาคใต้พระองค์ทรงมีพระราชหัตถเลขามาที่ #สมเด็จพระมหาสมณเจ้า #กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงห่วงใยสภาพพุทธศาสนาในหัวเมือง พบพระเทศน์สอนชาวบ้านรวมทั้งที่ชาวบ้านคุยกัน พบว่า “รู้กันแต่เรื่องเล่านิทาน เรื่องนิทาน ซึ่งก็คือนิทานชาดกต่าง ๆ ในเชิงนิทานมากกว่าข้อธรรม” จึงส่งพระราชพระราชหัตถเลขามาในนั้นว่าน่าจะมีหรือถ้าจะมีเป็นหนังสือธรรมะง่าย ๆ ที่พระจะได้เอาไปสอนชาวบ้าน เป็นหลักธรรมที่ง่าย ๆ ที่ทั่ว ๆ ไปควรจะรู้ นี่แหละเป็นที่มาที่ทำให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงนิพนธ์หนังสือ “#นวโกวาท” ออกมาเพื่อให้เหมาะกับผู้ที่เริ่มเรียนรู้จักธรรมะที่เป็นพื้นฐาน
โดยต่อมาก็มีการแสดงธรรมที่ขยายขึ้นเป็นแบบสองธรรมาสน์ หรือบางกรณีก็กลายเป็นการแสดงธรรมที่เน้นความสนุกขบขันบันเทิง จนถึงการที่ท่านพุทธทาสเริ่มแสดงธรรมโดยอธิบายธรรมแบบวิเคราะห์วิจัย แล้วก็มาแยกแยะ อธิบายอะไรต่าง ๆ ให้เข้าถึงเนื้อแท้หลักธรรม แล้วท่านก็ยกธรรมะขึ้นสู่ระดับที่เราเรียกง่าย ๆ พูดภาษาง่าย ๆ ว่า "#ระดับปัญญา" ซึ่งว่าตามคำในตามพระก็คือ #ระดับวิปัสสนา ที่ในวงวิปัสสนาเองก็อาจจะไม่ค่อยพูด แต่ว่าที่จริงมันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องที่ชัด ท่านยกเรื่อง #อิทัปปัจจยตา #ปฏิจจสมุปบาท ขึ้นมา อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เหมือนกับท่านนำขึ้นไปเลย ทำให้มีการพูดจา การกล่าวถึง ได้ศึกษาเรื่องนี้กันขึ้นมา
ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมสำคัญมาก พระพุทธเจ้าตรัสเอง ก่อนที่จะออกประกาศพระศาสนา พระองค์ตรัสไว้ ทำให้รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไรก่อนที่จะตรัสรู้อริยสัจ เพราะโดยทั่วไปเราจะบอกว่าตรัสรู้ #อริยสัจสี่ ที่จริงอันนี้เป็นอันหลัง ส่วนอันที่ตรัสรู้ก่อนคือตัวเนื้อธรรมตามสภาวะ พระพุทธเจ้าตรัสในคาถานั้นชัดเลยว่า ตรัสรู้ “อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปปันนา ธัมมา นิพพานะ” นี่คือตรัสรู้ และต่อมาจึงว่าตรัสรู้อริยสัจสี่ นี่มาพูดว่าสองอันนี้คือเรื่องเดียวกันใช่ไหม อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท กับนิพพาน นั่นก็คือตัวสภาวะ จะเรียกแบบชาวบ้านว่าธรรมชาติ ส่วนอริยสัจสี่ก็คือที่นำมาแสดงแก่มนุษย์ อริยสัจนี้ก็คือสิ่งที่เราจะรู้ อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท มันรวมไปถึง คลุมไปถึงศีลลักษณะในกรณีนี้ ท่านพุทธทาสนำเรื่องอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาทมาอธิบาย มาพูดให้คนสนใจ ก็เรียกว่าธรรมในระดับปัญญาแท้ พระธรรมนี้จึงเป็นวิชชาเกิดขึ้น โยงไปถึงเรื่อง #สุญญตา เรื่อง #ตถตา ทั้งหมดนี้ก็โยงมาที่ปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมระดับปัญญา ที่จริงในระดับวิปัสสนา ปัญญาที่เรียกว่าวิปัสสนาจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ วิปัสสนานี้เราก็พูดกันมากในเรื่องใจ แต่ใจนั้นก็ออกมาสู่ความเป็นไปในชีวิต ตัวต้นเรื่องก็มาออกที่ปฏิจจสมุปบาท ความเป็นไปของปฏิจจสมุปบาทนี้ก็แสดงลักษณะ #ไตรลักษณ์ ไว้ในตัวด้วย คือด้านหนึ่งมองเป็นอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท อีกด้านหนึ่งก็คือไตรลักษณ์ — เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป คงอยู่ไม่ได้ ไม่มีตัวตนที่ยั่งยืน แล้วก็เลยเรียกว่าเป็นไปตามเหตุปัจจัย ก็ปรากฏออกมาเป็นเรื่องของใจ และก็ปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละ ทีนี้เวลาสอนเรื่องวิปัสสนานี้ ก็แน่นอนว่าจะพูดกันเรื่องใจ จะเน้นเรื่องใจ แต่ที่จริงมันก็ต้องอาศัยปฏิจจสมุปบาท
ท่านพุทธทาสนำขึ้นสู่เรื่องของปัญญาธรรม ทั้งวิธีการสอน การบรรยาย การอธิบายธรรม ทั้งเนื้อหาหลักธรรมที่มาสอนนี้ ทำให้เราเดินหน้าขึ้นมา คือเรื่องของพุทธศาสนาในเมืองไทยที่มาสอน มาพูด เหมือนว่าการเทศน์การอะไรก็เป็นไปตามประเพณีเป็นส่วนใหญ่ ทีนี้เมื่อเป็นประเพณีจริง ก็รักษาเนื้อหาไว้ไม่ได้ตามเดิม เนื้อหาก็เพี้ยนไปเยอะ อย่างคำศัพท์ธรรมะต่าง ๆ เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “#คำพระที่ไทยเพี้ยน" ไปเยอะแยะ ไม่รู้ทำไม คนไทยเราเป็นชาวพุทธแต่รู้จักศัพท์ธรรมะในความเข้าใจที่สื่อบอกต่อกันมาซึ่งไม่ตรงความจริง แล้วเราจะเข้าถึงธรรมะได้อย่างไร
ในขั้นนี้เจ้าพระคุณสมเด็จย้ำมากว่าต้องช่วยกันปรับปรุงแก้ไขในเรื่องของภาษาพระที่ใช้กันจนเพี้ยนความหมาย มีการใช้ผิดจนเพี้ยนไปเป็นอื่นอยู่มาก ตัวอย่างเช่น คำว่า อารมณ์, วาสนา, สมมติ, เวทนา, ทรมาน, วสันต์, สังเวช, อธิษฐาน, นิทาน,ตัณหา-มานะ-ทิฏฐิ, สันโดษ, ปรารถนา, ฉันทะ ฯลฯ ที่ท่านอธิบายเรียงคำอย่างละเอียดเปรียบเทียบระหว่างความหมายเดิมกับที่เพื้ยนไป
โดยตอนท้ายท่านได้ชี้ประเด็นว่า #มนุษย์อยู่ได้ด้วยสมมติ สังคมมนุษย์ วินัยทั้งหมดคือสมมติ พุทธศาสนามีสองหน่วยคือธรรมกับวินัย ธรรมะคือสภาวะธรรมชาติ วินัยคือฝ่ายสมมติบัญญัติ สมมติแล้วจึงบัญญัติวางลงไปเป็นเสมือนกฎหมาย เพราะทรงมีทั้งสองส่วนนี้ครบ จึงทรงเป็นพระพุทธเจ้าผู้ตั้งธรรมวินัยได้
มานะแปลว่าความหยิ่งผยอง ความทะนงตัว ความถือตัวว่าจะต้องเป็นใหญ่กว่าผู้อื่น คือความอยากใหญ่ ความต้องการเป็นใหญ่ ส่วนทิฏฐิคือความยึดมั่นในความเห็นของตน ทั้งสามคือตัณหา มานะ ทิฏฐิ เป็นกิเลสตัวร้ายสำคัญที่ออกแสดงเป็นกิเลสชุดปฏิบัติการ กิเลสชุด โลภะ โทสะ โมหะ นั้นเป็นอกุศลมูล แต่กิเลสชุดตัณหา มานะ ทิฏฐินี้เป็นกิเลสตัวกลาง ที่ปั่นให้เรื่องราวยุ่งยาก บุ่มบ่าม ขยายใหญ่โต ท่านเรียกว่า "ปปัญจธรรม 3" คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ซึ่งปั่นให้เกิดความวุ่นวายและสงคราม ความวุ่นวายของมนุษย์เกิดจากสามตัวนี้ หนึ่งคือ ตัณหา อยากได้ผลประโยชน์ สองคือ มานะ อยากเป็นใหญ่ ใฝ่อำนาจ ต้องการความยิ่งใหญ่ สามคือ ทิฏฐิ ยึดมั่นในอุดมการณ์ความคิดเห็นของตน ทั้งตัณหา มานะ ทิฏฐิ นี้แหละเป็นสาเหตุของความขัดแย้งในโลก ทั้งการแย่งชิงผลประโยชน์ การแย่งชิงอำนาจ และการยึดมั่นในอุดมการณ์
สันโดษเป็นอีกคำที่ต้องอธิบายอย่างละเอียด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
“อสันตุฏฐิตา กุสเลสุ ธัมเมสุ อัปปฏิวานิตา จะ ปธานัสมิง” ซึ่งเป็นหลักธรรมที่เรียกว่า “ธรรมอันเป็นเหตุให้ตรัสรู้” หรือพุทธการกธรรม 2 ประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ในการปฏิบัติจนประสบความสำเร็จในการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “อสันตุฏฐิตา กุสเลสุ ธัมเมสุ” แปลว่า ความไม่สันโดษในกุศลธรรม “อัปปฏิวานิตา จะ ปธานัสมิง” แปลว่า ความไม่ท้อถอยในการเพียรพยายาม นี่แหละคือสันโดษที่แท้จริง สันโดษที่ควรมีคือสันโดษในปัจจัยสี่ กล่าวคือพอใจในสิ่งที่ได้มาเป็นของตนด้วยเรี่ยวแรงความเพียรพยายามของตนโดยชอบธรรม อันทำให้ไม่ทุจริต ทำให้ขยันหมั่นเพียร ไม่โลภ ไม่แย่งชิงสิ่งของผู้อื่น เมื่อมีสันโดษแล้ว ก็นำเวลาที่จะไปวุ่นวายกับสิ่งที่ไม่จำเป็นมาทำงาน ทำประโยชน์แทน สันโดษจึงเป็นตัวประหยัดเวลา แรงงาน และความคิด ให้มาอยู่กับสิ่งที่ควรทำ นี่จึงเป็นประโยชน์อย่างมาก
ความปรารถนามีสองอย่าง คือ ปณิธาน ซึ่งหมายถึงความอยาก ท่านแบ่งเป็นสองประการ คือ ตัณหาปณิธาน หรืออกุศลปณิธาน และฉันทปณิธานซึ่งเป็นกุศล ความปรารถนาที่เป็นตัณหากับความปรารถนาที่เป็นฉันทะจึงต่างกัน
คนไทยรู้จักแต่ความอยากที่เป็นตัณหา แต่ไม่รู้จักฉันทะ หากไม่มีฉันทะการปฏิบัติธรรมก็เริ่มต้นไม่ได้ เพราะสัมมาวายามะเริ่มต้นตรงนี้ พระพุทธเจ้าตรัสคำจำกัดความไว้ว่า “อนุปปันนานัง ปาปะกานัง อกุสลานัง ธัมมานัง อนุปปาทายะ ฉันทัง ชะเนติ วายะมะติ วิริยัง อารภะติ จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ”
แปลว่า ย่อมยังฉันทะให้บังเกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตมั่น เพื่อป้องกันอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่บังเกิด ไม่ให้บังเกิด
ความเพียรชอบ ต้องเริ่มด้วยฉันทะก่อน คือทำให้ฉันทะเกิดขึ้น แล้วจึงเกิดวิริยะคือเริ่มความเพียร แล้วจึงพยายาม ท่านใช้สามคำนี้ แต่ตัวเริ่มต้นคือฉันทะ ฉันทะนี้จึงเป็นตัวสำคัญมาก ตัณหานั้นมีตัวตนเป็นศูนย์กลาง คืออยากเอา อยากให้ตัวได้ อยากให้ตัวเป็นนั่นเป็นนี่ มีตัวตนอยู่ในนั้น
ส่วนฉันทะ หากอยากทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งดีขึ้น ก็ไม่เกี่ยวข้องกับตัวตน เช่น อยากทำให้ต้นไม้นี้ อยากทำให้เก้าอี้นี้สะอาด อยากทำให้ต้นไม้นั้นแข็งแรงเติบโต มีดอกงาม เขียวขจี สวยงาม อยากให้มันดี ให้มันสะอาด เรียบร้อย หมดจดสดใส สมบูรณ์เต็มเปี่ยม นี่คือฉันทะ ซึ่งเป็นตัวเริ่มต้นที่สำคัญ พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า “ฉันทมูลกา สัพเพ ธัมมา” เป็นพุทธพจน์ที่แปลว่า “ธรรมทั้งปวง มีฉันทะเป็นมูล” หากเป็นฝ่ายไม่ดีเรียกว่าตัณหา ฝ่ายอกุศลก็เริ่มที่ตัณหา ฝ่ายดีก็เริ่มที่กุศลและฉันทะ ฉันทะคืออยากทำให้มันดี ชื่นชมกับภาวะที่ดีงาม ไม่เกี่ยวกับตัวตนเลย แม้แต่ตัวเรา แขนของเราก็ไม่ได้มองว่าเป็นของเรา เพียงเห็นว่าแขนนี้ไม่แข็งแรง ไม่สดใส ภาวะที่ควรจะเป็นคือมันน่าจะสดใส แสดงว่าสุขภาพดี จึงอยากทำให้มันแข็งแรงดี นี่เรียกว่าฉันทะ แต่ถ้าคิดว่าแขนของฉันสวย นี่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง จะออกสู่การปฏิบัติที่ต่างกัน ฉันทะจึงเริ่มด้วยการชื่นชมภาวะที่ดีงาม ความสมบูรณ์ใสสะอาด ซึ่งเป็นภาวะที่ดีที่สุด เป็นภาวะที่อุดม พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักนี้ไว้ในพระสูตรหนึ่ง เป็นคาถาที่ตรัสแก่ภิกษุ แสดงหน้าที่ของพระศาสดา แล้วลงท้ายคาถาไว้ว่า “ปาโมชฺชพหุลา โหถ, เขมํ ปตฺเถถ ภิกฺขโว” ซึ่งแปลว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้มากด้วยปราโมทย์ พึงปรารถนาความเกษมเถิด”
การปฏิบัติธรรมเริ่มต้นตรงนี้ เมื่อปฏิบัติธรรมได้ผลขึ้นมา แม้เพียงฟังธรรมแล้วเกิดความเข้าใจ หรือสาธยายธรรมแล้วเกิดความเข้าใจขึ้นเล็กน้อย ก็จะเกิดภาวะจิตที่เป็นปราโมทย์ ปราโมทย์คือสภาพจิตที่ดี เป็นจิตที่ปลอดโปร่ง เบาสบาย ผ่องใส ชื่นบาน เหมือนจิตของผู้ไม่มีทุกข์ แม้ในความเป็นจริงยังมีทุกข์อยู่ก็ตาม เพียงแต่ในขณะนั้นไม่แสดงออกมา จิตเช่นนี้เกิดขึ้นจึงตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปาโมชฺชพหุลา วิหรถ” — เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มากด้วยปราโมทย์ คือมีปราโมทย์ประจำใจเป็นพื้นฐาน นี่คือจุดเริ่มต้นในการเดินหน้าปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัติธรรม ความเข้าใจธรรม เริ่มต้นที่จิตใจ
แม้จะแสดงออกทางกาย ทางวาจา จิตที่มีปราโมทย์ก็จะคล่องแคล่ว โล่งโปร่ง เป็นสภาพที่พร้อมทำงาน จิตที่มีสภาพปราโมทย์นี้เป็นตัวก่อให้เกิดสมาธิ แม้ยังไม่ใช่สมาธิเองก็ตาม ธรรมที่นำไปสู่สมาธิมีลำดับคือ ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ จึงต้องเริ่มที่ปราโมทย์ก่อนจะไปถึงสมาธิ หากยังไม่มีสมาธิก็ต้องรักษาปราโมทย์ไว้ประจำ เพราะมันโล่งโปร่ง ดังคาถาที่ว่า “เขมัง ปัตเตถะ ภิกขะโว” — พึงปรารถนาความเกษมเถิด ท่านอธิบายว่าความปรารถนานี้คือฉันทะ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติในพุทธศาสนา คือตั้งจิตให้มีสภาพปราโมทย์ก่อน เมื่อจิตมีสภาพปราโมทย์เหมือนสำนักงานที่โล่งโปร่งเป็นระเบียบเรียบร้อย ก็คือสภาพที่จะทำให้เกิดความรมณีย์ และเมื่อเกิดความรมณีย์ ฉันทะก็จะสอดคล้องพึงพอใจกับสภาพนั้น จึงเกิดปราโมทย์ตามมา
ฉันทะจึงเป็นตัวขับเคลื่อนการทำงาน ส่วนปราโมทย์คือสภาพที่พร้อมทำงาน สภาพจิตที่โล่งโปร่งเรียบร้อย ฉันทะคือความอยากทำ เป็นตัวเริ่มต้นของความเพียร หากไม่มีฉันทะ ความเพียรก็เกิดขึ้นไม่ได้ กล่าวโดยง่ายคือ ฉันทะคือใจที่อยากทำให้มันดี เมื่อฉันทะเกิดขึ้น ก็เกิดความอยากทำอย่างแรงกล้า จึงเกิดวิริยะคือความเพียร วิริยะคือแรงขับเคลื่อนให้เดินหน้าต่อไป คำว่าวิริยะมาจากคำว่า วิระ แปลว่าแกล้วกล้า ผู้ที่แกล้วกล้าย่อมต้องมีทั้งฉันทะและความเพียร จึงจะเดินหน้าไปได้ ท่านเปรียบเหมือนคนที่ว่ายน้ำอยู่ แม้จะมีกำลังเก่งเพียงใด ก็ยังต้องมีความกังวลอยู่เสมอ จนกว่าจะขึ้นฝั่งได้และยืนอยู่บนฝั่ง จึงจะสบายใจ มองไปรอบ ๆ ได้อย่างสบายใจ นี่คือความหมายของเขมะ เมื่อมีทั้งปราโมทย์และฉันทะแล้ว จิตซึ่งเป็นที่ทำงานก็มีความปราโมทย์ ฉันทะเป็นตัวทำงานนำไปสู่วิริยะ เมื่อครบสามอย่างนี้แล้ว สติก็มีอยู่ และปัญญาก็เข้ามาอีกอย่าง รวมเป็นอิทธิบาททั้งหมด อิทธิบาทประกอบด้วย หนึ่งฉันทะ คือใจที่อยากทำ สองวิริยะ คือใจสู้ เดินหน้าบุกฝ่าไป สามจิตตะ คือใจที่จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น สี่วิมังสาคือปัญญาที่รู้จักจัดการ
ในที่นี้ยังมีองค์ธรรมที่ทำงานอยู่ตลอดคือ “สติ” สติเป็นตัวที่ถึง ทัน จับ ดึง และตรึงอยู่กับสิ่งนั้น สติเป็นตัวจับไว้ ดึงไว้ ทันไว้ แล้วปัญญาก็เหมือนดวงตาที่มองเห็นสิ่งที่สติจับไว้ได้อย่างชัดเจน สติจึงเป็นคู่กับปัญญา เพราะสติจับดึงไว้ให้ ปัญญาก็มองเห็นและรู้ว่าจะทำอย่างไร เมื่อปัญญาเห็นว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ที่ควรทำ ฉันทะก็เกิด ปัญญาบอกว่าจะทำอย่างไรก็เป็นวิริยะ วิริยะก็ปฏิบัติตามที่ปัญญาบอก หากมีองค์ธรรมทั้งสามนี้อยู่ในชีวิตตลอดเวลา ท่านเรียกว่าอยู่ด้วยความไม่ประมาท เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นที่อาจกระทบกระเทือนเสียหาย หรือมีสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ควรทำ สติก็ทำให้ปัญญารู้ ปัญญาก็บอกว่าควรทำ ฉันทะก็เกิด นี่เรียกว่าความไม่ประมาท
ดังพุทธพจน์ปัจฉิมวาจาว่า “อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ” แปลว่า “ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” เพื่อให้ทุกสิ่งสำเร็จ
พระพุทธเจ้าตรัสว่าความไม่ประมาทเปรียบเหมือนรอยเท้าช้างที่ครอบคลุมรอยเท้าสัตว์อื่นทั้งหมด หากประมาทเสียแล้ว ธรรมะทั้งหมดก็เป็นเพียงชื่อที่นอนหลับอยู่ในตู้ แต่หากไม่ประมาทเพียงอย่างเดียว ธรรมะทั้งหมดก็จะถูกนำมาใช้งานได้จริง ความไม่ประมาทจึงเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำอยู่เสมอ เป็นเรื่องของทุกช่วงเวลาในชีวิต ชีวิตที่ถูกต้องคือชีวิตแห่งความไม่ประมาท หรือชีวิตที่ดำรงอยู่ในความไม่ประมาท แม้ความไม่ประมาทเองคนไทยก็มักเข้าใจไม่ครบถ้วน ไม่เข้าใจขอบเขตความสำคัญของมัน มักนึกแค่ว่าขับรถอย่าประมาท หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่าพลั้งเผลอ อย่าขาดสติ แต่ที่จริงความไม่ประมาทเป็นเรื่องของหน้าที่ในการดำเนินชีวิตทั้งหมด เป็นเรื่องของวัฒนธรรมความเป็นอยู่โดยรวม
ท้ายที่สุดเจ้าพระคุณสมเด็จฯ จบคำชี้แนะด้วยพรว่า " ขออนุโมทนา ขอให้ทุกท่านเจริญงอกงามด้วยปราโมทย์เป็นเบื้องต้น แล้วก็ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ตามมา และขอให้มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกเมื่อ "
บันทึกเทศน์หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
ที่ประทานให้กับคณะสวนโมกข์กรุงเทพฯ
(บางส่วนจากบันทึกของณัฐวุฒิ กุลนิเทศ กรรมการบริหารหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ Nattavut Kulnides)
3 กันยายน 2569
๔ กย.๖๙ ๒๑๑๒ น.
บทส.กทม.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=2201825060712604&set=pcb.2201930267368750






