Skip to main content

facebook search

หลักธรรม หลักฐานพุทธศาสนา รอยลูกปัด หลักฐานสุวรรณภูมิ ถิ่นธรรมเมืองนคร และ เที่ยวมีเรื่องกับหมอบัญชา
03 October 2026

20261001_1 ๑ ตุลา มาอ่านนี้กันครับ ... ที่ จดหมายเหตุพุทธทาส ทำไว้ แล้วมีคนช่วยเอาไปขยายครับ Oct.1stReadThis ...

๑ ตุลา มาอ่านนี้กันครับ ... ที่ จดหมายเหตุพุทธทาส ทำไว้

แล้วมีคนช่วยเอาไปขยายครับ

Oct.1stReadThis ...

(20261001_1 การพระศาสนา)

นี้ครับ ที่เกิดการเขียนพินัยกรรมของท่านอาจารย์พุทธทาส

และลากยาวมาเป็นขบวนการ Liiving Will และ Palliative Care ในสังคมไทย ...

ที่ผมและพวกเรามีส่วนร่วมเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่อย ๆ มา

" ... ตอนนั้นท่าน (พุทธทาสภิกขุ) สั่งเลยว่า ถ้าเป็นอะไรไป ให้จัดการงานศพอย่างนี้ๆ อะไรตามที่ท่านสั่ง ผมจำได้ว่า ผมไม่ได้ถือกระดาษ ดินสอ อะไรไปเลยนะ ก็จำเอา ตอนนั้นหนุ่มๆ ความจำยังดีอยู่ จำว่าท่านพูดว่าอย่างไร พอกลับมาก็มาร่าง พอร่างเสร็จก็อ่านให้อาจารย์ฟัง คราวนี้ในการเขียนพินัยกรรมทางโลก ประโยคที่ขึ้นต้น จะต้องขึ้นต้นว่า ถ้าข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ถ้าข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย อันนี้คือหลักกฎหมายที่ต้องนำมาแบบนี้เลยนะ เป็นเงื่อนไข ถ้าข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย ถึงแก่กรรม ให้จัดการดังต่อไปนี้

พออ่านให้ท่าน (พุทธทาสภิกขุ) ฟัง ท่านบอกว่าเปลี่ยน ในทางธรรมพูดอย่างนี้ไม่ได้ มีคำว่าถ้า ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ ก็เลยมาถามอาจารย์จิตติแล้วเขียนอย่างไรอาจารย์ อาจารย์ก็บอกเขียนให้มันอยู่ในความหมายนี่ล่ะ ไม่มีคำว่า ถ้า ก็เลยได้อาจารย์ช่วยดูให้ แล้วก็กลับไปอ่านให้ท่านฟัง ท่านก็สั่งไว้เรื่องจัดการงานศพ งดเว้นที่จะขอเครื่องอะไรต่างๆ ให้งดเว้นให้หมด ก็เขียนไปตามนั้น เสร็จแล้ว

ในวันนั้นเอง ศ. นพ.วิจารณ์ พานิช ก็มาที่สวนโมกข์พอดี ก็เลยอ่านให้อาจารย์วิจารณ์ฟัง อาจารย์วิจารณ์ก็บอกว่า ให้งดเว้นนั่น งดเว้นนี่น่ะได้ เรื่องขอของต่างๆ อาจารย์บอกเปลี่ยนคำให้มันเบาหน่อยได้ไหม ผมก็บอกขอเปลี่ยนงดเว้นเป็นละเว้นละกัน (หัวเราะ) ความหมายมันก็คล้ายๆ กัน ให้มันเบานิดหนึ่งละกัน พอเขียนเสร็จด้วยลายมือของผม แล้วพระพรเทพ ฐิตปัญโญ ที่เป็นเลขาท่านตอนนั้น ก็ไปพิมพ์ให้ พิมพ์เสร็จ แล้วตอนที่ไปมี พ.ต.อ.เสริม พัฒนกำจร ซึ่งรู้จักกับอาจารย์จิตติไปด้วย คุณเสริมก็เซ็นเป็นพยานด้วยในตอนนั้น” ศ.แสวง ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในการยกร่างพินัยกรรมการจัดการศพพุทธทาสภิกขุ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๖

แม้จะมีการจัดทำพินัยกรรมการจัดการศพไว้เป็นที่เรียบร้อย แต่หลังการอาพาธหนักครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๖ กลับทำให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ผู้ศรัทธาเกี่ยวกับการดูแลรักษาพุทธทาสภิกขุในระยะท้ายของชีวิต ซึ่งในอีกด้านหนึ่งกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ในฐานะนักกฎหมายหันมาสนใจในการขับเคลื่อนกฎหมายที่ว่าด้วยการแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือ Living Will และการส่งเสริมกระบวนการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ ดังปรากฏเป็นผลสำเร็จใน มาตรา ๑๒ ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่ง ศ.แสวง ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับจากกรณีของพุทธทาสภิกขุว่า

“คือเมื่อก่อนปี พ.ศ.๒๕๕๐ เราเริ่มยกร่างก่อนหน้านั้น ๔–๕ ปี มีแนวคิดจะต้องยกร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติขึ้นฉบับหนึ่ง เพื่อเป็นกรอบใหญ่ๆ ว่าทิศทางจะไปอย่างไร ในตอนนั้นก็เลยเขียนมาตราหนึ่งเข้าไปเรื่อง การแสดงเจตนาในระยะท้ายของชีวิต ซึ่งฝรั่งเรียกว่า Living Will ผมก็ได้เข้าไปเป็นกรรมการช่วยร่าง พอถึงมาตรานี้คนก็บอกว่า อาจารย์เชียร์จริงนะ เหมือนจะมีอะไรอยู่ในใจ ผมก็บอกว่า ก็มีสิ ก็จากกรณีอาจารย์พุทธทาสนี่ไง คือเรื่องจัดการงานศพงานอะไรท่านสั่งไว้ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ก็ไม่มีปัญหา แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านพูดด้วยวาจาไม่ได้เขียนไว้คือเรื่องเจ็บป่วยนี่ล่ะ ไม่ต้องยื้อ ไม่ต้องยืด ท่านไม่ได้เขียนไว้ เราก็เขียนเรื่องจัดการงานศพตามที่ท่านสั่ง ก็เลยมานั่งนึกว่า ถ้าท่านเขียนไว้สักหน่อยก็ดี มันก็ไม่ต้องเถียงกัน ก็เลยเอาแนวคิดนี้มาเขียนเป็นกฎหมายไว้เลยว่า ถ้าพอถึงระยะสุดท้ายของชีวิตแล้ว อยากให้ดูแลอย่างไร จะปฏิเสธเครื่องมืออย่างไร เขียนไว้เลย จะไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ จะไม่เจาะคอ ไม่ปั๊มหัวใจ เขียนไว้เลย อย่างนี้เป็นที่มาของมาตรา ๑๒ ... "

๑ ตค.๖๙ ๑๐๐๑ น.

บทส.กทม.

011001101100120110013011001401100150110016