Skip to main content

facebook search

หลักธรรม หลักฐานพุทธศาสนา รอยลูกปัด หลักฐานสุวรรณภูมิ ถิ่นธรรมเมืองนคร และ เที่ยวมีเรื่องกับหมอบัญชา
28 October 2026

20261028_5 เมื่อพระพุทธศาสนามีทีท่าว่ากำลังจะเสื่อมลง ... WhenBuddhismAreDeclining ...

เมื่อพระพุทธศาสนามีทีท่าว่ากำลังจะเสื่อมลง ...

WhenBuddhismAreDeclining ...

(bunchar.com 20261028_5 การพระศาสนา)

ซื้อหนังสือนี้ที่ท่าน อ.สุเชาวน์ พลอยชุม เรียบเรียงมาทยอยอ่านตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษา

อ่านตอนก่อนนอนและตอนเช้าตามจังหวะสะดวกเรื่อยมา

หากจะให้นับ ท่าน อ.สุเชาวน์ นี้ก็นับเป็นหนึ่งในอาจารย์ผู้ใหญ่แห่ง มมร.

ไม่น้อยกว่าท่าน อ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ที่ มจฬ.

สองสามวันนี้ อ่านถึงบทท้ายนี้ ที่ท่านกำหนดชื่อบทว่า

การศึกษาเพื่อศรัทธา พัฒนาสู่การศึกษาเพื่อปัญญา

แล้วขึ้นต้นย่อหน้าชวนคิดว่า

#เมื่อพระพุทธศาสนามีทีท่าว่ากำลังจะเสื่อมลง ...

คือวัดได้พัฒนาจากการเป็นศูนย์กิจกรรมของพระสงฆ์และเป็นศูนย์วัฒนธรรมทางศาสนา

กลายเป็นศูนย์เพื่อการศึกษาเรียนรู้และศูนย์วิชาการทางศิลปศาสตร์ !!!

ซึ่งเท่าที่ติดตามสัมผัสและสนองงานพระท่านเรื่อยมาก็เอะใจว่าพระท่านกำลังทำอะไรกัน

หรือเป็นอย่างนี้ที่ท่าน อ.สุเชาวน์ กำลังสรุปส่งท้ายเล่ม ???

เท่าที่ผมอ่านและจับความ อ.สุเชาวน์ ตั้งกระทู้ถึงพัฒนาการในเรื่องนี้

จากหลายงานแต่ก่อนโดยเฉพาะจากบันทึกของ ฤาเหียน เหี้ยนจัง และ อี้จิง

ไว้ประมาณนี้ครับ

๑) แต่เดิมการศึกษาของวัดทั้งหลายก็คือ ศึกษาพระธรรมวินัยหรือศึกษาศาสนาเท่านั้น เพื่อสร้างพระสงค์ที่สมบูรณ์แบบ ... เรียกว่า คุรุกุละ ... ที่เรียกว่านิสัย ... เพียงแค่เรียนเพื่อเชื่อเท่านั้นยังนับว่าไม่ถึงเกณฑ์ตามที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้เพื่อความเป็นภิกษุที่สมบูรณ์ที่เรียกว่าพหูสูตหรือบัณฑิต ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่ารอบรู้พระธรรม พร้อมที่จะเผยแพร่พระศาสนาให้แพร่หลายไป และพร้อมที่จะกำราบปรับวาท

๒) พระภิกษุผู้เป็นพหูสูตหรือเป็นบัณฑิตนั้นจำต้องรู้เรื่องราวของลัทธิศาสนาอื่นด้วย

๓) การแบ่งภิกษุเป็นสองฝ่าย คือฝ่านคันถธุระกับฝ่ายวิปัสสนาธุระนี้ จะพบได้ก็เฉพาะในคัมภีร์อรรถกถา (ของลังกา) ที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ ๕ และในคัมภีร์อื่น ๆ ที่มิใช่พระไตรปิฎกเท่านั้น ความเชื่อที่ว่าการศึกษาหรือปริยัติธรรมเป็นรากฐานของพระศาสนานั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ในลังกา ... ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของวัดทั่วไป

๔) ในระหว่าง ๒ ศตวรรษตามบันทึกของ ๒ นักธรรมจาริกจากจีน คือฟาเหียนกับเฮี่ยนจังนั้น วัดจำนวนมากซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งการศึกษาได้พัฒนาไปเป็นอันมาก กระทั่งปรากฏภาพลักษณ์เป็นเสมือนโรงเรียนกินนอน ... อี้จิงแบ่งพวกคฤหัสถ์ที่มาอาศัยอยู่ในวัดเป็น ๒ พวก คือ เรียกว่า มาณพ .. พรหมจาริน ...

๕) วัดบางวัดที่พัฒนาขึ้นเป็นสำนักการศึกษา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในราวคริสต์ศตวรษที่ ๖ - ๗ นั้น ได้มีการจัดองค์กรในรูปแบบที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย ...

ต่อจากนี้ท่านจะขยาความของ ๕ มหาวิทยาลัย

คือนาลันทา โอทันตปุระ วิกรมศิลา โสมปุระ และ ชคัตทละ ที่จะทยอยอ่านต่อ

แต่อดนึกถึงการพระพุทธศาสนาบ้านเราเวลานี้ไม่ได้ ...

... มีที่ท่าว่ากำลังจะเสื่อมลงด้วยอีกแล้วไหม ??? ... หรือว่าเสื่อมลงแล้ว ???

อดนึกพระพระในนครที่ท่านทุ่มเททำเรื่องนี้มาทั้งชีวิต

ไม่ว่าท่านเจ้าคุณ Siridhammapirat Yodkhun ท่าน โค้ช พระครู พรหม และท่านครูเหม โสพิทร์ แซ่ภู่

เคยกราบเรียนเสนอท่านมาหลายหนแล้วว่าควรคิดปรับอะไรไหม

แต่ท่านก็บอกว่ายากมาก ... ซึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธว่ายากจริง

แต่ว่าจะทำอยู่อย่างนี้นั้นใช่แน่แล้วไหมครับผม ???

กราบถามท่านเจ้าคุณ Suthito Aphakaro ด้วยขอรับ

พร้อมกับน้อมกราบถึงท่าน เตช ปัญญา Mahayano Aun @พระมหาขุนพล สมจิตตโต และ @พระมหาพงศกร กับคณะด้วยขอรับผม

๒๘ ตุลา ๖๙ ๐๙๐๐ น.

บบท.มนศ.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=2252403172321459&set=pcb.2252423232319453

281005028100512810052281005328100542810055281005628100572810058281005928100501