Skip to main content

facebook search

หลักธรรม หลักฐานพุทธศาสนา รอยลูกปัด หลักฐานสุวรรณภูมิ ถิ่นธรรมเมืองนคร และ เที่ยวมีเรื่องกับหมอบัญชา
26 September 2026

20260925_4 ท่านบอกว่าท่านอาจารย์พุทธทาสเอ่ยคำว่าโง่อย่างกับคอรัส ที่ไม่ได้ด่าใครว่าโง่ ... แล้วท่านต้องอีดิธเวลาพิมพ์หนังสือไม่ให้อ่านผิด ๕๕๕ OnStupidByBuddhadasa

ท่านบอกว่าท่านอาจารย์พุทธทาสเอ่ยคำว่าโง่อย่างกับคอรัส

ที่ไม่ได้ด่าใครว่าโง่ ...

แล้วท่านต้องอีดิธเวลาพิมพ์หนังสือไม่ให้อ่านผิด ๕๕๕

OnStupidByBuddhadasa

(20260925_4 การพระศาสนา)

คือว่าตอนนี้มีความสุขมากเพราะนอกจากไม่ต้องทำอะไรเองแล้ว

การจับความเล่าบอกก็ลอกได้ด้วย

นี้ครับที่ท่านชยสาโรปาฐกถาพุทธทาสครั้งที่ ๖ เมื่อวานนี้ครับ

มีที่ขอเติมเล็กน้อยตอนที่ว่าด้วยโง่นะครับผม ...

บันทึกปาฐกถาพุทธทาสภิกขุมหาเถระ ครั้งที่ ๖

โดย สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี (ท่านอาจารย์ชยสาโร)

งานวันเยี่ยมสวนโมกข์ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๙

ท่านอาจารย์ชยสาโรเริ่มปาฐกถาด้วยเรื่องส่วนตัวว่า ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นครูสอนภาษาไทยรูปแรก ๆ ของท่าน

เมื่อเดินทางมาวัดหนองป่าพงใหม่ ๆ ท่านยังพูดภาษาไทยไม่ได้ หนังสือเรียนก็หาได้ยาก พระในวัดส่วนมากพูดภาษาอีสานกัน ท่านจึงเริ่มเรียนจากหนังสือธรรมะเล่มบางของท่านอาจารย์พุทธทาส ซึ่งพิมพ์ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษไว้คนละหน้า ผลคือท่านรู้จักศัพท์ธรรมะและคำยากก่อนคำธรรมดาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ท่านเล่าอย่างอารมณ์ดีว่า หากต้องไปสั่งอาหารในร้านก็คงลำบาก เพราะภาษาไทยที่รู้ในเวลานั้นเป็นภาษาในหนังสือธรรมะ

ต่อมา วัดป่านานาชาติได้รับหนังสือของท่านอาจารย์พุทธทาส พร้อมคำขอให้พระชาวต่างชาติช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากมีชาวต่างชาติไปสวนโมกข์มาก แต่หนังสือภาษาอังกฤษยังมีไม่มาก ท่านอาจารย์ชยสาโรจึงอาสาแปล ด้วยสำนึกในบุญคุณของท่านอาจารย์พุทธทาสที่เคยเป็นครูสอนภาษาไทยให้ผ่านหนังสือ

งานแปลนำท่านไปสวนโมกข์เป็นครั้งแรก ได้กราบท่านอาจารย์พุทธทาส และต่อมายังมีโอกาสนำต้นฉบับไปถามเมื่อไม่แน่ใจความหมายของบางประโยค การตรวจคำแปลจึงกลายเป็นโอกาสสนทนาธรรมกับเจ้าของคำสอนโดยตรง

ท่านเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า ตอนนั้นตนยังมีข้อสงสัย และไม่เห็นด้วยกับแนวทางการสอนบางประเด็นของท่านอาจารย์พุทธทาส แต่เมื่อได้เข้าใกล้ ได้เห็นกิริยาและวิธีที่ท่านพบปะผู้คน ก็รู้สึกประทับใจและเกิดศรัทธา แม้ในเวลาต่อมาจะยังมีความเห็นไม่ตรงกันอยู่บ้าง ความเคารพต่อองค์ท่านก็ไม่ได้ลดลง

ประสบการณ์นี้ทำให้ท่านอาจารย์ชยสาโรนึกถึงการพบหลวงพ่อชา ก่อนจะได้พบองค์จริง ท่านเคยกราบรูปหลวงพ่อชาหลายร้อยครั้งขณะจำพรรษากับหลวงพ่อสุเมโธ ความผูกพันและความเคารพจึงเกิดขึ้นก่อนการพบกัน เมื่อได้กราบหลวงพ่อชาครั้งแรก แม้ขณะนั้นจะยังฟังธรรมภาษาไทยได้ไม่มาก เพียงเห็นกิริยาและความเป็นอยู่ของท่าน ก็เกิดความมั่นใจว่า การปฏิบัติธรรมมีผลจริง

ท่านอธิบายว่า ศรัทธาในพุทธศาสนาไม่ได้จบลงที่การเชื่อหรือความเลื่อมใส หากเป็นศรัทธาที่พาไปสู่ความเพียร สติ สมาธิ และปัญญา เมื่อศรัทธาในครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่าง ก็เกิดกำลังใจที่จะน้อมคำสอนมาฝึกด้วยตนเอง โดยเฉพาะในเวลาที่การฝึกยังยากและยังมองไม่เห็นผลชัดเจน

ท่านอาจารย์ชยสาโรเล่าถึงข้อวัตรในสายหลวงพ่อชาว่า พระกราบบ่อยครั้งตลอดวัน ก่อนเข้าศาลา หลังออกจากศาลา ก่อนออกจากกุฏิและเมื่อกลับถึงกุฏิ การกราบเป็นเหมือนการเว้นวรรค ให้หยุดและกลับมารู้ตัว เมื่อมาสวนโมกข์ ท่านพบว่าบรรยากาศต่างออกไป บริเวณที่นั่งต่อหน้าท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นพื้นทราย ไม่ได้จัดไว้ให้กราบสะดวก ท่านลังเลอยู่เหมือนกันว่าควรทำอย่างไร ก่อนตัดสินใจกราบตามข้อวัตรที่ตนรักษาอยู่ แม้ทรายจะติดหน้าผากก็ตาม

ท่านชอบนั่งดูท่านอาจารย์พุทธทาสสนทนากับผู้ที่มากราบ โดยเฉพาะคำตอบสั้น ๆ ที่ตรงประเด็น ท่านยกความทรงจำถึงผู้ที่มาปรารภว่าจิตฟุ้งซ่าน แล้วท่านอาจารย์พุทธทาสตอบกลับอย่างสั้นมาก เรื่องนี้ทำให้เห็นวิธีสอนที่มีลักษณะเฉพาะของท่าน ทั้งน้ำเสียง จังหวะ และการอยู่ต่อหน้าผู้ถาม ซึ่งตัวหนังสืออาจถ่ายทอดได้ไม่ครบ

อีกช่วงหนึ่ง ท่านอาจารย์ชยสาโรเคยช่วยดูต้นฉบับหนังสือภาษาไทยของท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านเล่าว่าต้องพิจารณาด้วยว่าในหนึ่งหน้าควรมีคำว่า “โง่” กี่ครั้ง เพราะเวลาฟังท่านอาจารย์พุทธทาสพูด คำนี้มีน้ำเสียงและพลัง ผู้ฟังรับรู้ได้ว่าไม่ได้เป็นการดูหมิ่น แต่เมื่อพิมพ์ซ้ำลงในหนังสือ คนที่ไม่เคยได้ยินเสียงหรือรู้จักท่านอาจรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง เป็นตัวอย่างว่าการนำธรรมบรรยายมาทำหนังสือ ต้องคำนึงถึงความต่างระหว่างการฟังกับการอ่านด้วย

ในงานล้ออายุ ๘๐ ปีของท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านอาจารย์ชยสาโรได้กราบสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) เป็นครั้งแรก ท่านกล่าวถึงครูบาอาจารย์สำคัญในชีวิต ทั้งหลวงพ่อชาทางการปฏิบัติ และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ทางการศึกษาพระธรรม โดยทั้งสองท่านต่างเคารพท่านอาจารย์พุทธทาส

ท่านเล่าด้วยว่า หลวงพ่อชาเคยตั้งใจจะไปสวนโมกข์ ท่านอาจารย์พุทธทาสถึงกับเตรียมกุฏิไว้ต้อนรับ แต่หลวงพ่อชาอาพาธเสียก่อนจึงไม่ได้ไป ภายหลังท่านอาจารย์ชยสาโรได้มีโอกาสพักที่กุฏินั้น

จากเรื่องครูบาอาจารย์ ท่านชวนพิจารณาวิธีแสดงธรรม การแสดงธรรมบางแบบเป็นการพูดความจริงจากใจและจากประสบการณ์ปฏิบัติ ผู้ที่มีพื้นฐานธรรมะฟังแล้วอาจซาบซึ้งมาก แต่สำหรับผู้ฟังทั่วไปที่กำลังทุกข์เรื่องลูกหลาน งาน หรือการดำเนินชีวิต อาจยังไม่รู้ว่าจะนำไปใช้กับปัญหาตรงหน้าอย่างไร ท่านไม่ได้ตัดสินว่าวิธีสอนแบบหนึ่งดีกว่าอีกแบบหนึ่ง หากชวนให้มองว่า *ผู้ฟังเป็นใคร และเขาจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ฟังอย่างไร*

นี่คือสิ่งที่ท่านเห็นในท่านอาจารย์พุทธทาสและหลวงพ่อชา ทั้งสองท่านคำนึงถึงผู้ฟัง ท่านอาจารย์พุทธทาสสามารถพูดธรรมะลึกซึ้ง แต่จะหาทางอธิบายให้ชาวบ้านและผู้ครองเรือนเห็นว่า ธรรมะนั้นเกี่ยวข้องกับธรรมชาติและชีวิตจริง ท่านเปลี่ยนสำนวน ยกตัวอย่าง และนำคำที่คนยังไม่คุ้นมาชวนให้สนใจศึกษา เพื่อให้คำสอนไปถึงผู้ฟัง ไม่ใช่เพียงกล่าวธรรมะที่ถูกต้องแล้วจบลงตรงผู้พูด

เมื่อพูดถึงการเผยแผ่ธรรมะในปัจจุบัน ท่านอาจารย์ชยสาโรยอมรับว่าโลกเปลี่ยนเร็ว มีเรื่องให้กังวลทั้งสงคราม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี แต่ก็ชวนให้ไม่ลืมว่า คนในอดีตเผชิญความกลัวของยุคตนเองเช่นกัน สมัยที่ท่านเติบโต ผู้คนวิตกเรื่องสงครามนิวเคลียร์มาก ขณะที่คนในอดีตกว่านั้นยังเผชิญโรคภัยและการสูญเสียลูกเล็กซึ่งเกิดขึ้นบ่อยกว่าปัจจุบัน ความกลัว ความเศร้า และความไม่แน่นอนไม่ได้เพิ่งเกิดกับคนยุคนี้

หากมองอีกด้าน ปัจจุบันก็มีโอกาสที่คนรุ่นก่อนไม่มี ท่านยกเรื่องผู้หญิงซึ่งมีโอกาสเรียนหนังสือ เลือกการทำงาน การแต่งงานหรือไม่แต่งงาน การมีลูกหรือไม่มีลูก ตลอดจนศึกษาธรรมะมากขึ้น แม้โอกาสในการเข้าถึงการปฏิบัติธรรมบางรูปแบบยังมีข้อจำกัดที่ควรปรับปรุง แต่การฟังและเรียนรู้คำสอนผ่านสื่อต่าง ๆ ทำได้สะดวกอย่างที่คนสมัยก่อนนึกไม่ถึง

ท่านเปรียบกับสมัยหลวงพ่อชาที่ต้องเดินทางแสวงหาครูบาอาจารย์ด้วยความยากลำบาก บางครั้งเดินทางไปถึงแล้วจึงทราบว่าครูบาอาจารย์ที่ตั้งใจไปพบมรณภาพเสียก่อน ทุกวันนี้ผู้สนใจสามารถเปิดฟังธรรมบรรยายในโทรศัพท์และเลือกศึกษาได้มากมาย โอกาสเช่นนี้ควรถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไปเพียงใด มนุษย์ยังหายใจเข้าออก ยังมีขันธ์ห้า ยังรู้จักความโลภ ความโกรธ และความหลง สิ่งที่กระตุ้นกิเลสอาจเปลี่ยนรูปแบบ แต่ตัวกิเลสและหนทางฝึกตนยังเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้เช่นเดิม

บางความวุ่นวายมาจากสิ่งที่อยู่นอกอำนาจของเรา แต่บางส่วนเราเพิ่มให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น ท่านยกเรื่องการขาดวินัยในการใช้โทรศัพท์ เช่น ดูก่อนนอนและหยิบดูทันทีหลังตื่น ลองเว้นช่วงก่อนนอนและหลังตื่นสักครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง ทำต่อเนื่องสักเดือน แล้วสังเกตด้วยตนเองว่าต่างจากเดิมอย่างไร

ท่านใช้ตัวอย่างนี้อธิบายว่าธรรมะเป็นสิ่งที่ศึกษาและปฏิบัติแล้วควรรู้ได้ด้วยตนเอง คำสอนไม่ได้มีไว้เพียงท่องจำหรือรับรองว่าเชื่อ แต่ชวนให้ทดลองและเทียบกับประสบการณ์จริง

เรื่องความสุขก็เช่นกัน ความสุขจากรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสเป็นความสุขจริง แต่เมื่อผ่านไปไม่นานอาจเหลือเพียงความทรงจำ หากเกิดความทุกข์ขึ้น การนึกถึงความเพลิดเพลินที่เคยได้รับอาจช่วยใจได้ไม่มาก ทั้งยังต้องพิจารณาด้วยว่าความสุขนั้นมีผลเสียติดตามมาหรือไม่

ต่างจากความสุขที่เกิดจากการทำความดีหรือช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แม้เป็นเรื่องเล็ก ๆ เมื่อระลึกถึงในวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง หรือหลายปีต่อมา ใจก็ยังอาจปลาบปลื้มได้ ท่านไม่ได้ขอให้เชื่อเพราะท่านบอก แต่ชวนให้ลองดูจากชีวิตตนเองและคนรอบข้าง แล้วถามว่า ความสุขแบบใดอยู่กับเราได้นานกว่า และช่วยประคองใจได้มากกว่า

เมื่อศึกษาธรรมะ ความสงสัยจึงไม่ใช่สิ่งผิดเสมอไป ท่านอาจารย์ชยสาโรแยกความสงสัยที่ทำให้ใจวนเวียน ไม่ยอมลงมือเพราะต้องการรู้ล่วงหน้าว่าจะได้ผลแน่นอน ออกจากความสงสัยที่เกิดจากการฟังแล้วอยากรู้ว่าจริงหรือไม่ จึงนำไปศึกษาและทดลองปฏิบัติ ความสงสัยอย่างหลังเป็นแรงให้เกิดปัญญา

หากคอยถามครูบาอาจารย์หลายรูปจนพบคำตอบที่ตนชอบ ความสงสัยอาจสงบชั่วคราว แต่เมื่อได้ยินคำตอบต่างออกไปก็กลับมาอีก การรู้เห็นด้วยตนเองต้องเกิดจากการฝึก ความสงสัยที่ลึกลงไปจึงไม่อาจคลี่คลายด้วยคำยืนยันของคนอื่นเพียงอย่างเดียว

การฝึกเช่นนั้นต้องมีความอดทน แต่ท่านก็ย้ำว่าอดทนหรือขยันอย่างเดียวไม่พอ ความเพียรต้องมีปัญญากำกับ หากเพียรผิดที่ก็เหนื่อยเปล่า เช่นเดียวกับคนตั้งใจตกปลาในหนองที่ไม่มีปลา ต่อให้ขยันเพียงใดก็ไม่ได้ปลา ต้องรู้ด้วยว่าควรทำความเพียรตรงไหนและอย่างไร

ท่านเล่าปริศนาธรรมเรื่องอาจารย์ให้ศิษย์ทำตะแกรงให้เต็มด้วยน้ำ ศิษย์พยายามตักน้ำเท่าไรก็รั่วออก สุดท้ายอาจารย์นำตะแกรงลงไปในน้ำ ตะแกรงจึงเต็ม ท่านนำเรื่องนี้มาชวนมองการปฏิบัติว่า หากยังเลือกเก็บกิเลสบางอย่างไว้ หรือเลือกรับคำสอนเฉพาะส่วนที่ตนชอบ ก็เหมือนยังถือตะแกรงไว้และพยายามตักน้ำให้เต็ม การฝึกต้องกล้าปล่อยวางอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ความลำบากก็ไม่ได้ทำให้ดีขึ้นโดยตัวมันเอง ต้องมีปัญญากำกับความเพียรเสมอ

ในช่วงท้าย ท่านอาจารย์ชยสาโรกล่าวถึงความใจกว้างของคนไทยต่อผู้มีความเชื่อต่างกัน ท่านเห็นว่านี่เป็นคุณค่าที่ควรรักษา แต่ความใจกว้างควรมีความเข้าใจประกอบด้วย หากกล่าวว่า “ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี” แต่ตอบไม่ได้ว่าศาสนาคืออะไร หรือความดีหมายถึงอะไร ความใจกว้างก็อาจกลายเป็นเพียงคำพูดกว้าง ๆ

เช่นเดียวกับการบอกว่าไม่มีศาสนาโดยยังไม่เคยศึกษาว่าศาสนาที่ตนปฏิเสธสอนอะไร ท่านจึงขอให้ผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ "ให้โอกาสพุทธธรรมสักครั้ง" เริ่มจากอ่านหรือฟังให้รู้จักก่อนก็ได้ เพื่อให้ธรรมะกลับมาอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่เรานึกถึง เมื่อต้องหาทางรับมือกับชีวิต

ท่านอธิบายว่า พุทธธรรมคือการเรียนรู้เรื่องทุกข์และสุข หากไม่ต้องการทุกข์ ก็ต้องรู้จักป้องกันและละเหตุแห่งทุกข์ หากต้องการสุข ก็ต้องขยันปลูกฝัง รักษา และพัฒนาคุณธรรมที่เป็นเหตุแห่งสุข พุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องของการกระทำด้วยปัญญา และมนุษย์พัฒนาตนได้ด้วยการฝึก

ท้ายที่สุด ท่านชวนให้ผู้ร่วมงานให้โอกาสคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสด้วย อ่านสิ่งที่ท่านเขียน ฟังสิ่งที่ท่านสอน ศึกษาให้เข้าใจ แล้วนำส่วนที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ไปทดลองใช้ในชีวิตจริง ตรวจดูด้วยตนเองว่าดีไหม จริงไหม และช่วยดับทุกข์ได้อย่างไร การเอาจริงกับคำสอนและลงมือทำเช่นนี้ เป็นทางหนึ่งที่จะเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์พุทธทาสและสืบต่องานธรรมของท่าน

๒๕ กย.๖๙ ๑๓๑๓ น.

ร้านก๋วยเตี๋ยวริมทางที่น้ำแคบนคร

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10237328346841651&set=pcb.10237328494325338

2509041250904225090432509044