Skip to main content

facebook search

หลักธรรม หลักฐานพุทธศาสนา รอยลูกปัด หลักฐานสุวรรณภูมิ ถิ่นธรรมเมืองนคร และ เที่ยวมีเรื่องกับหมอบัญชา
14 May 2026

20260513_4 นี้แรกเกิด #แลนด์บริดจ์ เมื่อ ๒๐๐๐ ปีก่อน #เขาสามแก้ว ที่ #บีของบิ๊กแบง แห่ง #เส้นทางสายไหมทางทะเล #KhaoSamKaeo at the B of the Bang of #MaritimeSilkRoad

นี้แรกเกิด #แลนด์บริดจ์ เมื่อ ๒๐๐๐ ปีก่อน

#เขาสามแก้ว ที่ #บีของบิ๊กแบง แห่ง #เส้นทางสายไหมทางทะเล

#KhaoSamKaeo at the B of the Bang of #MaritimeSilkRoad

(20260513_4 รอยลูกปัด)

พอดีวันนี้เร่งแปลบทความนี้ให้นายหัว Pairot Singbun

ที่ ดร.เจมส์ แลงค์ตัน ที่ศึกษาวิเคราะห์ #แก้วโบราณ ไว้มากที่สุดในโลก

รวมทั้งที่ #คาบสมุทรไทย และเขาสามแก้วด้วย

ผมถามว่าบทความไหนที่สะท้อนถึงแก้วโบราณในภาคใต้ไทยที่สุด

หมอเจมส์บอกว่านี้ครับ

ชื่อบทความเต็ม ๆ ว่า

From Regional to Global :

Early Glass and the Development of the Maritime Silk Road

ตีพิมพ์ในหนังสือชื่อ The Maritime Silk Road

ของ สนพ.มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม เมื่อปี ๒๕๖๕

เนื้อหา ๑๘ หน้า

ตอนนี้ที่ขอเอามาให้อ่านเล่นกันพลาง ๆ ครับ

ยกให้เขาสามแก้วบ้านเราเป็น B ของ Bigbang แห่งการเกิดเส้นทางสายไหมทางทะเลของโลกนี้เมื่อกว่า ๒๐๐๐ ปีก่อน

ประมาณเดียวกับ #แลนบริดจ์ ตอนโน้นเลยครับ

แต่นี้ ตอนนี้ จะอย่างไร

ไปอ่านที่ท่านอาจารย์ศรีศักรฝากไว้

ที่ผมเพิ่งแชร์เมื่อเช้านี้กันด้วยนะครับ

สำหรับภาพก็เป็นนานางารฝนแก้วและลูกปัดที่เขาสามแก้วครับ

จากอ่าวเบงกอลตอนบนถึงทะเลจีนใต้ : เขาสามแก้วกับบิ๊กแบงของเส้นทางสายไหมทางทะเล

(Northern Bay of Bengal to the South China Sea : Khao Sam Kaeo and the Big Bang of the Maritime Silk Road)

แม้สภาพการณ์จริง ๆ ของการค้าขายแลกเปลี่ยนทางทะเลในมหาสมุทรอินเดียสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้นยังยากที่หยั่งรู้ได้ ไม่ว่าจะเรื่องพื้นที่การค้า ผู้ค้าหรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่มีกรณีที่แม้จะเพียงเล็กน้อยที่เขาสามแก้วและเขาเสกทางฝั่งทะเลตะวันออกของคอคอดกระซึ่งเป็นตำแหน่งที่แคบที่สุดของคาบสมุทรไทยมาเลย์ จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่เขาสามแก้ว ระหว่างปี ๒๐๐๕ - ๒๐๐๙ ซึ่งมีตีพิมพ์รายงานฉบับเต็มในปี ๒๐๑๗ (Bellina 2017a) และการขุดค้นที่เขาเสกในปี ๒๐๑๓ และ ๒๐๑๔ โดยคณะเดียวกันมีตีพิมพ์ในปี ๒๐๑๘ (Bellina and Sinopoli 2018) ทั้งสองแหล่งโบราณคดีนี้แสดงภาพให้เห็นถึงสภาพการที่จะเกิดเส้นทางสายไหมทางทะเลอย่างสมบูรณ์ที่สุดกว่าแหล่งโบราณคดีใด ๆ ระหว่างปากทะเลแดงถึงทะเลจีนใต้ รายงานการขุดค้นตีความให้เขาสามแก้วคือเมืองท่าที่ “ก่อรูปเป็นสังคมการค้าก่อนสมัยใหม่และความเป็นศูนย์กลางการค้า - prefigured some of the pre-modern trading societies and their entrepots” (Bellina 2017b,19) มีความเป็นสากล หลากหลายเชื้อชาติ พักอาศัยกระจายในพื้นที่ถึง ๓๕ เฮกตาร์ (๑ เฮกตาร์ = ๖.๒๕ ไร่, ๓๕ เฮกตาร์ = ๒๑๘.๗๕ ไร่) ที่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงของการเกิดเป็นนครรัฐ (an incipient city-state, Bellina 2017a, 623) จากผลค่าอายุรังสีคาร์บอนหลายตัวอย่างที่ออกมาที่ตอนปลายของศตวรรษที่ ๕ ถึงศตวรรษที่ ๒ ก่อนคริสตกาล เขาสามแก้วจึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการศึกษาว่าด้วยอายุละเอียดที่สุดในเอเชีย และเป็นหนึ่งในแหล่งที่เก่าแก่ที่สุดระหว่างเอเชียใต้และจีน ขณะที่เขาเสกซึ่งอยู่ใต้ลงไป ๘๐ กิโลเมตร มีขนาดเล็กกว่า ประมาณ ๑๐ เฮกตาร์ มีแม่น้ำไหลผ่านออกสู่อ่าวไทยเช่นเดียวกัน จากวัตถุวัฒนธรรมที่พบรวมทั้งเทคนิคการผลิตเครื่องประดับที่เหมือนกัน ทั้งสองแหล่งจึงถูกตีความว่าคือส่วนขยายของ “พื้นที่ปฏิสัมพันธ์แห่งทะเลจีนใต้ - South China Sea Sphere of Interaction” (Bellina and Sinopoli 2018,10) โดยเครือข่ายในภูมิภาคทะเลจีนใต้นี้น่าที่จะเริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ ปีที่แล้ว จากร่องรอยหลักฐานทางแนวคิดของวัตถุวัฒนธรรม จนกระทั่งสินค้าที่ต้องการ เช่น หยกเนฟไฟรท์ หินคาร์เนเลียน และเครื่องประดับแก้ว รวมทั้งกลองและภาชนะสำริด (Bellina and Sinopoli 2018, 1)

สำหรับพื้นที่เขาสามแก้วในท่ามกลางพื้นที่ปฏิสัมพันธ์แห่งทะเลจีนใต้ (South China Sea Interaction Sphere) นั้น พบหลักฐานการแลกเปลี่ยนข้ามอ่าวเบงกอลอย่างชัดเจนผ่านหลักฐานการผลิตลูกปัดหินจากวัตถุดิบจากอินเดียรวมทั้งเทคโนโลยีจนกระทั่งเครื่องถ้วยเซรามิคส์ชนิดหรูหราจากโลกอินเดีย ที่นับเป็นประจักษ์พยานที่แข็งแรงที่สุดถึงการปฏิสัมพันธ์ข้ามอ่าวเบงกอล (the stongest evidence for Bay of Bengal interaction) คือการใช้แก้วจากอินเดียเหนือ (North Indian glass) ในการผลิตของมีค่าในพื้นที่ (Dussubieux and Bellina 2017) ตั้งแต่แรกมีการเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เขาสามแก้ว พบมีการนำก้อนแก้วดิบเข้ามาจากอินเดียเหนือที่มีการผลิตแก้วปฐมภูมิ (primary glass) จากวัตถุดิบต่าง ๆ มาตั้งแต่ประมาณกึ่งสหัสวรรษแรกก่อนคริสตกาล (๕๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล) พบแก้วชนิด high-alumina high-uranium soda glass ที่เขาสามแก้วเหมือนกันกับแก้วที่ผลิตในแหล่งผลิตแก้วปฐมภูมิของอินเดีย เช่นที่ Kopia (Dussubieux and Kanungo 2013; Kanungo and Brill 2009) อาจรวมทั้งที่เมืองเก่าโกสัมพี (Gratuze et al. 2015) ที่ล้วนอยู่ในอินเดียเหนือ ด้วยมลทิน (trace element) ในเนื้อแก้วที่มีลักษณะเฉพาะ ยืนยันได้ว่าไม่มีแหล่งแก้วไหนอีกที่เป็นไปได้สำหรับแก้ว high-alumina พบที่เขาสามแก้วในปริมาณมากถึงครึ่งหนึ่งของแก้วจากเขาสามแก้วที่ได้วิเคราะห์ และเป็นไปได้ว่าอาจมากกว่านี้ในแก้วที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีจนแม้แก้วที่เก็บจากพื้นผิว เนื่องจากเขาสามแก้วมีความเกี่ยวเนื่องกับประวัติแรกเริ่มของการพบแก้วในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพบแก้วจากอินเดียเหนือบนคาบสมุทรไทยนี้จึงไม่เป็นที่โตแย้งได้แต่อย่างใดว่านี้คือหลักฐานแรกสุดที่ยืนยันรับรองได้ถึงการเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่ายในทะเลจีนใต้กับทางตะวันตกที่ข้ามอ่าวเบงกอลไป (the first well-documented link between South China Sea networks and those further west across the Bay of Bengal) ไม่มีพื้นที่ใดอีกแล้วในขณะนี้ที่เทียบเท่ากับที่เขาสามแก้ว ถึงแม้ในช่วงระยะ ๑ หรือ ๒ ศตวรรษต่อมาจะมีหลายอาณาบริเวณทั้งทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกของคาบสมุทรไทยมาเลย์ที่พบหลักฐานการแลกเปลี่ยนกับอินเดียโดยเฉพาะที่ผลิตจากจักรวรรดิโรมัน ถ้าหากนับว่าช่วงจังหวะดังกล่าวเมื่อ ๔๐๐ - ๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาลคือ Big Bang ของการเริ่มเส้นทางสายไหมทางทะเล เขาสามแก้วก็คือ B of the Bang

เขาสามแก้วอยู่บนเนินเขา ๔ ลูก พบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานแรก ๆ พร้อมกับพื้นที่การผลิตงานฝีมือ (craft-working) ที่สามเนินทางทิศใต้ ก่อนที่จะพบการผลิตงานฝีมือในระยะต่อมาที่เนินเขาที่ ๔ บริเวณเหนือสุดซึ่งพบมีการรวมตัวของเครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์ฮั่น (Han ceramic jars sherd) ที่ผลิตในจีนตอนใต้หรือเวียดนามตอนเหนือ ซึ่งนับเป็นการพบทางตะวันตกจากเวียดนามที่เก่าที่สุด มีอายุสมัยเมื่อ ๑ ศตวรรษก่อนคริสตกาล (Peronnet and Srikanya 2017) งานแก้วทั้งหมดรวมถึงงานผลิตเครื่องประดับจากหินแข็งระยะแรกเริ่มพบที่ตีนเนินที่ ๒ บริเวณริมฝั่งน้ำ (Dussibieux and Bellina 2017) โดยงานรุ่นที่ได้อายุแรกที่สุดมาจากหลุมขุดทดสอบ (test pits) ที่พบการทำทั้งลูกปัดและกำไล นำมาซึ่งข้อสรุปว่างานทำแก้วที่นี้มีส่วนสำคัญมากตั้งแต่แรกเริ่มการเข้ามาอยู่ (Lankton and Dussubieux 2013; Lankton, Dussubieux, and Gratuze 2008) นอกจากนี้ที่เขาสามแก้วยังมีแก้วอีก ๓ ชนิด ตามผลการวิเคราะห์ทางเคมีซึ่งช่างทำแก้วใช้โปตัสเซียมออกไซด์ (โปแตช)มากกว่าเกลือโซดาสำหรับเป็นส่วนผสมในการลดอุณหภูมิจุดหลอมละลายของซิลิกาที่จะเป็นแก้ว ชนิดแรกคือมีปริมาณเกลือโซดา (lime) และสตรอนเซียม (Strontium) ต่ำสัมพัทธ์กับอลูมินาที่สูง แก้วชนิดนี้พบแต่ในพื้นที่สมัยแรก ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมทั้งขยายถึงพื้นที่ก่อนสมัยราชวงศ์ฮั่นและสมัยฮั่นตอนต้นในภาคใต้ของจีน) โดยไม่พบในอินเดีย ทำให้เป็นไปได้ว่าแก้วชนิดนี้น่าจะผลิตขึ้นที่ไหนสักแห่งในย่านทะเลจีนใต้ ส่วนแก้วชนิดที่สองและสามซึ่งมีเกลือโซดา (lime) และอลูมินาปานกลางแต่สามารถแยกกันได้ผ่านมลทิน (trace element) คือ เซอร์คอนเนียม (Zirconium) และ ยิตเตรียม (Yttrium) แก้วชนิดที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ที่มีเซอร์คอนเนียมมากกว่าชนิดที่สาม และน่าจะสมัยก่อนกว่าชนิดที่ ๓ ประมาณ ๑๐๐ ปี ไม่พบในอินเดีย น่าจะผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือในจีนตอนใต้ ส่วนชนิดที่สามที่มีค่าเซอร์คอนเนียมต่ำ พบทั่วไปในหลายแหล่งในอินเดีย ตั้งแต่ที่อริกะเมฑุในทมิฬนาดู ถึงเตอร์ (Ter) และ Junnar ในมหาราษฏร์ เนื่องจากแก้วโปแตชมีเซอร์คอนเนียมต่ำนี้สอดคล้องกับกลุ่มแก้วที่พบในอินเดีย เป็นไปได้ว่าน่าจะผลิตจากอินเดียแม้จะยังไม่พบแหล่งผลิตหรือศูนย์ของแก้วนี้ก็ตาม แก้วที่อริกะเมฑุที่ทำการวิเคราะห์แล้วร้อยละ ๓๒ จาก ๓๐๐ กว่าตัวอย่างในขณะที่เขียนรายงานนี้คือแก้วโปแตชมีเซอร์คอนเนียมต่ำนี้ (Dussubieux 2001, ข้อมูลของผู้เขียนที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์) แก้วเหล่านี้มีสีน้ำเงินอมม่วง (purplish-blue) จากสารโคบอลท์ที่ให้สี ความต่างกันของแก้วชนิดที่สองและสามจากปริมาณเกลือโซดาและอลูมินาปานกลางในแก้วโปแตชนี้มีความสำคัญเพราะแก้วโปแตชอินเดียนั้นเกิดก่อนแก้วโซดามีอลูมินาสูงในอินเดียใต้ (typical South Indian high-alumina soda glass) ที่พบมาก ซึ่งสอดคล้องกับที่เขาสามแก้วและแหล่งโบราณคดีสมัยแรก ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น ๆ ได้แก่ Giong Ca Vo ในเวียดนาม และ Bit Meas, หมู่บ้านที่ 10.8 และ Prohear ในกัมพูชา ซึ่งมีอายุที่วัดได้ในช่วงก่อนคริสตศตวรรษตอนปลาย (Carter 2015) แก้วอินเดียที่เขาสามแก้วที่แรกสุดเป็นแก้วจากอินเดียเหนือแล้วอีก ๑๐๐ ปีต่อมาอาจจะมาจากอินเดียใต้นี้แม้จะมีการโต้แย้งได้แต่ก็อาจนับเป็นวัตถุวัฒนธรรมจากอินเดียที่เก่าแก่ที่สุดที่พบบนคาบสมุทรไทยมาเลย์ที่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ (the earliest positively identified Indian Material found on the Thai-Malay Peninsula) ซึ่งเป็นเส้นกั้นระหว่างเอเชียใต้และจีน และการตั้งถิ่นฐานที่เขาสามแก้วนี้ที่ทำให้คาบสมุทรนี้กลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทะเลจีนใต้และอ่าวเบงกอล ทั้งนี้ ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้นถึงการทำเครื่องประดับจากหินเนื้อแข็งในพื้นที่เดียวกันกับการทำงานแก้วที่ตีนของเนินที่ ๒ ที่เขาสามแก้ว โดยทั้งวัตถุดิบและเทคนิคการผลิตตลอดจนห่วงโซ่การทำงาน (chaine operatoire) ก็ล้วนจากอินเดีย (Bellina 2017b) นำมาซึ่งของสันนิษฐานว่าช่างทำทั้งหลายก็น่าจะมาจากอินเดียเช่นกัน

เป็นไงครับ พอรู้เรื่องสำนวนแปลของผมไหมครับ

พักพอแล้ว ขอไปลุยแปลต่อครับผม

อีก ๗ หน้าจบครับ นี้แปลมาดิบ ๆ ยังไม่ได้สอบทานและเกลาอะไรครับ

๑๓ พฤษภา ๖๙ ๑๗๓๐ น

บ้านท่าวัง สะพานควาย กทม.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=2101664644061980&set=pcb.2101664907395287

13050411305042130504313050441305045